แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ การสร้างแรงจูงใจ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ การสร้างแรงจูงใจ แสดงบทความทั้งหมด

วันพุธที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

ทัศนคติที่มีต่อการเป็นผู้นำที่สามารถนำไปสู่​​ความสำเร็จ Attitude of Leadership Can Lead To Success

ขอบคุณภาพประกอบจาก naaree.com

ทัศนคติที่มีต่อการเป็นผู้นำที่สามารถนำไปสู่​​ความสำเร็จ 
Attitude of Leadership Can Lead To Success

องค์กรไม่ว่าเล็กหรือใหญ่ ก็สามารถทสิ่งที่ยิ่งใหญ่จนได้รับคำชื่นชมว่ามีความสำเร็จได้ทั้งนั้น ขอเพียงมีองค์ประกอบในการทำงานดี ความสำเร็จก็รออยู่ไม่ไกล

องค์ประกอบที่สำคัญที่สุดประการหนึ่งคือ ผู้นำต้องดี ถ้ามีผู้นำดี ลูกน้องก็ไม่หลงทาง องค์กรก็มีความมั่นคง จะคิดอะไร จะทำอะไร ก็เต็มเปี่ยมไปด้วยประสิทธิภาพ

10 องค์ประกอบของผู้นำที่ทรงประสิทธิภาพ ที่ทุกองค์กรต้องมองหา

1. ตัดสินใจเด็ดขาด

ผู้นำที่รู้จักตัดสินใจอย่างเด็ดขาด มักมีคุณสมบัติพิเศษควบคู่กันอยู่อีกประการหนึ่งเสมอคือ มักถูกต้องและมีเหตุมีผล เขามักจะเป็น คนที่พูดจาคำไหนคำนั้น ถือได้ว่าเป็นผู้นำที่ดีที่สุดของลูกน้อง บางครั้งการตัดสินใจดูเหมือน จะใช้ความคิดของตนเป็นใหญ่ไปบ้าง แต่ก็ยังเป็นเรื่องที่ยอมรับกันได้ เพราะเขากำลังอยู่ในบทบาทซึ่งเป็นผู้นำ และเขาจะติดตาม รับผิดชอบไปจนเสร็จสิ้น ทั้งกระบวนการ

ถ้าผู้นำมีความมุ่งมั่น ตัดสินใจเร็ว ไม่โลเล เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาบ่อยๆ ลูกน้องก็จะเกิดความมั่นใจ เชื่อถือ และสามารถทำงานได้โดย ไม่สะดุดบ่อยๆ ผิดกับเจ้านายที่โลเลต่อการตัดสินใจ ลูกน้องก็มักจะมีบุคลิกภาพแบบนักรีรอ ไม่พร้อมจะทำ ไม่พร้อมจะลุย ไม่พร้อม จะตัดสินใจ และไม่พร้อมจะรับผิดชอบด้วยเช่นกัน

2. มีเป้าหมายชัดเจน

นอกจากจะเฉียบขาดแล้ว ผู้นำที่มีจุดยืน มีอุดมการณ์ หรือมีจุดหมายที่ชัดเจน ก็เป็นที่ต้องการเป็นอย่างยิ่ง จุดหมายที่องค์กรมีร่วมกัน โดยมีนายเป็นผู้ถือธงนำนั้น ก็เหมือนกับทั้งทีมได้เห็นเส้นชัยหรือหลักชัยที่ต้องเดินไปให้ถึง

ถ้ามีจุดหมายปลายทางที่ชัดเจนแล้ว เราก็สามารถมุ่งหน้าไปยังจุดๆ นั้นได้ง่าย และเร็วขึ้น เพราะเรารู้ว่าเรากำลังทำอะไรอยู่ คนที่รู้ว่าตนเองกำลังทำอะไรอยู่นั้น ย่อมดีกว่าเดินไปคิดลังเลไป เปลี่ยนไปเปลี่ยนมา

3. รู้จักใช้คน

Put he right man in the right job. ยังใช้ได้ดีในทุกสถานการณ์ และทุกที่ ผู้นำที่ดีต้องรู้จักลูกน้องของตนว่า ใครเหมาะที่จะทำอะไร งานไหนควรให้ใครรับผิดชอบ คนไหนเก่งอะไร มีข้อบกพร่องด้านใดอยู่บ้าง ก็พยายามแก้ไขให้เขาสมบูรณ์แบบขึ้น ใครขาดใครเกินส่วนไหน ก็ปรับแต่งให้ลงตัว อย่างนี้จึงจะเรียกว่า บริหารคนเป็น

การรู้จักนิสัยใจคอ ความชอบส่วนตัวของลูกน้อง นอกจากจะทำให้ได้งานที่มีประสิทธิภาพขึ้นแล้ว ยังเป็นข้อหนึ่งที่แสดงให้เห็นว่า ผู้นำเอาใส่ใจต่อลูกน้องของเขาเป็นอย่างดี

4. ซื่อสัตย์

นอกจากจะเป็นคนที่ทำงานเก่งแล้ว ผู้นำต้องเป็นตัวอย่างของความซื่อสัตย์ต่อองค์กรด้วย เขาควรจะบริหารค่าใช้จ่ายภายใน อย่างเป็นธรรมถูกต้อง ไม่มีการเอารัดเอาเปรียบให้กลายเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ได้

การมีเจ้านายเป็นคนเก่ง และเป็นคนดีที่ไว้ใจได้ อาจพูดได้ว่าเป็นโชคดีของลูกน้องที่ได้ร่วมงานด้วยเลยทีเดียว และคุณสมบัติเช่นนี้ก็จะเป็นแบบอย่าง ให้ลูกน้องตระหนักถึงคุณลักษณะที่ดี ของเขา เขาควรจะยิ่งต้องยึดถือความสัตย์ซื่อเป็นสรณะตามไปด้วย

5. สนับสนุนลูกน้อง

ผู้นำที่ดีต้องให้โอกาสลูกน้องหรือผู้ใต้บังคับบัญชา เปิดโอกาสให้เขาได้ทำงานที่พิสูจน์ความสามารถของเขาด้วย งานใดจะส่งเสริม ให้ความสามารถของลูกน้องโดดเด่นเป็นที่ยอมรับ ก็ควรสนับสนุน ไม่ใช่แย่งผลงานและโอกาสในการสร้างผลงานของลูกน้อง มาเป็น ผลงาน ของตัวเองหมดเสียทุกครั้งไป ให้โอกาสแก่ลูกน้องได้เจริญเติบโต พร้อมทั้งผลักดัน สนับสนุน ให้สร้างเสริมความสามารถ ให้ยอดเยี่ยมขึ้นเรื่อยๆ

ผู้นำที่ดีต้องสร้าง ลูกน้องให้เก่งขึ้นกว่าเดิม โดยไม่ต้องหวาดกลัวว่า เขาจะเลื่อนขั้นขึ้นมาทำงาน แทนได้ในภายภาคหน้า

6. มีมนุษยสัมพันธ์ดี

ผู้นำที่ดีต้องมีมนุษยสัมพันธ์ดี ทั้งในและนอกองค์กร บางครั้งนอกองค์กรนายอาจจะเป็นคนนิสัยดีเยี่ยม อัธยาศัยดี น่าคบหา แต่กับ คนใกล้ตัว อย่างลูกน้องในองค์กร นายอาจจะเปลี่ยนนิสัยไปอยู่ขั้วตรงข้าม อย่างนั้นก็นับเป็นผู้นำที่ใช้ไม่ได้

นายที่ดีต้องไม่ลืมข้อนี้ แค่ทักทาย ถามไถ่ทุกข์สุขลูกน้อง ขอบคุณเมื่อเขาทำงานให้ ให้รางวัลหรือคำชมเชย เมื่อเขาทำในสิ่งซึ่งน่าชมเชย เหล่านี้เป็นต้น

นายที่ดีต้องรู้จักยืดหยุ่น มีอารมณ์ขัน อาจมีการพบปะสังสรรค์กันนอกเวลางานบ้าง เพื่อสร้างสัมพันธภาพที่ดีต่อกัน และจะส่ง ผลให้การทำงานราบรื่นยิ่งขึ้น

7. รู้จักรับฟังความคิดเห็นของลูกน้อง

ผู้นำที่เอาแต่พูดอยู่ฝ่ายเดียว โดยไม่ฟังความคิดเห็นหรือคำอธิบายของลูกน้องเลย นับเป็นเจ้านายที่ปิดกั้นตัวเองอย่างยิ่ง แน่นอนว่า เจ้านายมักมีวิสัยทัศน์ที่กว้างไกลกว่า มีความรู้มากกว่าลูกน้อง แต่การไม่ยอมรับฟังอะไรจากใครเลย ก็ไม่เป็นผลดี เพราะบางทีลูกน้องอาจมีข้อเสนอดีๆ ที่นายมองข้ามไป หรืออาจมีคำ อธิบายที่ฟังขึ้นในความผิดพลาดของงานที่นายมองไม่เห็น

การฟังลูกน้องพูดหรืออธิบายบ้าง จะช่วยให้ลูกน้องทำงานอย่างสบายใจ ไม่รู้สึกกดดันมากนัก เมื่อมีปัญหาเขาจะกล้ามาถาม หรือเสนอแนะในข้อที่เขาเห็นว่า เป็นทางเลือกที่ดี แค่รู้จักฟังลูกน้องให้มากขึ้นเพียงนิดหน่อย ก็จะกลายเป็นผู้นำหรือเจ้านายที่ดีได้

8. บุคลิกภาพต้องดีเยี่ยม

เป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้ามอย่างยิ่ง ผู้นำหรือเจ้านายควรเป็นผู้มีบุคลิกดี แต่งกายเหมาะสมกับรูปร่าง หรือ ฐานะทางสังคม ต้องดูสะอาดสะอ้าน ดูสุภาพ เข้างานสังคมได้อย่างไม่ขัดหูขัดตา และมีบุคลิกดึงดูดใจ น่าเชื่อถือ เป็นที่ยอมรับของคนทั่วไป

ถ้าคุณเป็นผู้นำหรือนายที่ความสามารถเป็นเลิศอยู่แล้ว แต่บุคลิกภาพกลับดูแย่ อย่างนี้ก็ถือว่าก็ยังมีข้อบกพร่องให้ลูกน้องรู้สึกไม่ดีได้เช่นกัน

9. มีศิลปะในการเจรจา

ขอเพียงพูดด้วยความนุ่มนวล พูดอย่างรู้จักไตร่ตรอง รู้จักสถานการณ์ รู้คิด รู้กาลเทศะ และรู้จักคนที่เรากำลังเจรจาด้วย ความสำเร็จก็รออยู่ไม่ไกล

ในการพูดนั้นต้องคิดก่อน มีการเตรียมการมาก่อน ความคิดต้องไม่สับสน พูดอย่างสั้น กระชับ ตรงประเด็น จริงใจ เป็นธรรมชาติ ใช้เสียงที่ดังพอประมาณ คือให้คู่สนทนาได้ยินชัดเจน หากมีผู้ร่วมสนทนาหลายคน ทุกคนต้องได้ยินเสียงพูดอย่างทั่วถึงกัน

พูดจาต้องมีหางเสียง มีจังหวะจะโคนที่ราบรื่น มีเสียงหนักเบาเพื่อเน้นความสำคัญของสิ่งที่พูด และไม่ทำให้รู้สึกเบื่อ สายตาควรจับจ้องไปยังผู้ฟังถ้วนทั่ว และเมื่อพูดจบ จงแสดงท่าทีว่าคุณพร้อมแล้วที่จะรับฟังความเห็นของคนอื่น ไม่ปิดกั้น ไม่คิดว่าสิ่งที่คุณพูดไปนั้นดีที่สุด ถูกต้องที่สุดกว่าคนอื่นๆ ถึงแม้ว่าความคิดนั้นมีความถูกต้องรอบคอบอย่างที่สุดแล้ว จากความคิดของคุณ

อย่างไรก็ตามคุณต้องฟังคนอื่นๆ ว่าเขามีความคิดเห็นอย่างไร ต้องเปิดโอกาสให้เขาแสดงออกมา เพื่อได้รับแรงสนับสนุน หรือหากถูกค้าน ก็เป็นโอกาสที่เราจะอธิบายเพิ่มเติมได้

10. มีความเป็นผู้นำ

ความเป็นผู้นำ คือ สิ่งสำคัญสูงสุด และอยู่เหนือเพศสภาพ คนเป็นผู้นำไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าเขาเป็นเพศใดหรือเป็นใคร แต่อยู่ที่เขามีความคิด ที่เฉียบคม มีการลงมือที่เฉียบขาด และมีการประสานงานที่เฉียบแหลม ทำให้เขามักอยู่ข้างหน้าผู้อื่นเสมอ

ทั้งการคิด การแสดงความคิดเห็น การลงมือทำ และความรับผิดชอบ เขาต้องพร้อมจะรับผิดก่อนคนอื่น และอธิบายถึงความผิดพลาดนั้นอย่างกล้าหาญ ถูกต้อง และแสดงภูมิรู้ว่า เขาเกิดการเรียนรู้จากความผิดพลาดได้

พร้อมกันนี้เขาก็พร้อมจะนำพาทุกคนให้ก้าวพ้นความผิดพลาดนั้นๆ ปรับตัวเข้ากับทุกสถานการณ์ได้อย่างเหมาะสมและถูกต้อง เข้าใจองค์กรและเห็นใจผู้ร่วมงาน ประสานประโยชน์ของ องค์กรและผู้ร่วมงานได้ดี ได้รับความเชื่อถือศรัทธาจากผู้ร่วมงานในทุกระดับ

ที่มา : NovaBizz

วันจันทร์ที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2556

พนักงานต้องการอะไรในการสร้างแรงจูงใจในการทำงาน How to Motivate Employees to Take Pride in the Quality of Their Work

ขอบคุณภาพประกอบจาก happy-employees thinkingintegral.com

พนักงานต้องการอะไรในการสร้างแรงจูงใจในการทำงาน
How to Motivate Employees to Take Pride in the Quality of Their Work.
โดย ประคัลภ์ ปัณฑพลังกูร

พูดถึงเรื่องของการสร้างแรงจูงใจให้กับพนักงานเมื่อไหร่ ก็มักจะมีมุมมองหลายมุมมองจากกลุ่มผู้จัดการ และหัวหน้างาน ซึ่งมักจะเข้าใจวิธีการสร้างแรงจูงใจในการทำงานที่แตกต่างกันออกไป

บ้างก็คิดว่าเงินเดือนเป็นสิ่งสำคัญที่สุดที่จะสร้างแรงจูงใจให้กับพนักงานได้ บ้างก็คิดว่าสวัสดิการ บ้างก็คิดว่าเป็นเรื่องของความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างพนักงานกับหัวหน้า และเพื่อนร่วมงาน แล้วมันคืออะไรกันแน่ที่สามารถที่จะจูงใจพนักงานให้ทำงานให้ดีอยู่ตลอดเวลา

ลองมาดูสิ่งที่หัวหน้างานและผู้จัดการทั่วไปเข้าใจกันว่ามีอะไรบ้างที่จูงใจพนักงาน

- เงินเดือน
เป็นสิ่งแรกสุดที่หัวหน้างานและผู้จัดการมองว่าเป็นสิ่งจูงใจพนักงานก็คือ เงินเดือนนั่นเอง หัวหน้างานมักจะมองว่า เงินเดือนเป็นตัวทำให้พนักงานเกิดแรงจูงใจในการทำงาน ยิ่งเงินเดือนมากก็จะยิ่งมีแรงจูงใจมากขึ้น ก็เลยคิดเสมอว่า ถ้าลูกน้องไม่มีแรงจูงใจในการทำงาน นั่นก็คือ ลูกน้องได้เงินเดือนน้อยเกินไป วิธีการในการแก้ไขก็คือ ต้องเพิ่มเงินเดือนให้กับพนักงานให้มากขึ้น เพื่อให้เกิดแรงจูงใจในการทำงาน

- สวัสดิการ
ปัจจัยที่มักจะอยู่ในความคิดของหัวหน้าและผู้จัดการในการสร้างแรงจูงใจพนักงาน อีกข้อก็คือ เรื่องของสวัสดิการในการทำงาน บางคนมองว่า การที่พนักงานไม่อยากทำงาน และไม่มีแรงจูงใจในการทำงานนั้น มาจากการที่พนักงานได้รับสวัสดิการที่น้อยกว่าที่อื่น พอไปเปรียบเทียบกับที่อื่น ก็เลยรู้สึกว่าได้น้อยกว่า แรงจูงใจก็ไม่เกิดขึ้น

ปัจจัยสองประการข้างต้น มักจะอยู่ในความคิดของหัวหน้างานและผู้จัดการมือใหม่ ที่เพิ่งได้เลื่อนระดับขึ้นมา เพราะอาจจะยังไม่รู้ว่าจริงๆ แล้ว เรื่องของการสร้างแรงจูงใจที่ดีนั้น ยังมีมากกว่าเรื่องของเงินเดือนและสวัสดิการมากมายนัก

ส่วนหัวหน้าและผู้จัดการที่เริ่มมีประสบการณ์ในการดูแลลูกน้องมาสักพัก ก็จะเริ่มเข้าใจว่า เงินเดือน และสวัสดิการนั้นไม่ใช่ปัจจัยที่จะสร้างแรงจูงใจให้เกิดขึ้นเลย เป็นเพียงปัจจัยพื้นฐานในการทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ของพนักงานดีขึ้น มีความสะดวกสบายมากขึ้น แต่จะไม่สามารถสร้างพลังใจให้พนักงานเกิดความอยากที่จะทำงานให้ดีขึ้น อย่างต่อเนื่องได้แล้วอะไรเป็นสิ่งที่จะสร้างแรงจูงใจพนักงานได้ขนาดนั้น

จากผลการวิจัยเรื่องการสร้างแรงจูงใจ และผลการวิจัยเรื่องการสร้างความผูกพันของพนักงาน ซึ่งทั้งสองเรื่องนี้ ล้วนแต่เป็นการศึกษาเพื่อหาวิธีการและแนวทางในการสร้างแรงจูงใจ และสร้างความรู้สึกผูกพัน และอยากสร้างผลงานอย่างต่อเนื่องให้กับองค์กร ซึ่งผลจากการศึกษาก็มักจะมีปัจจัยเหล่านี้ประกอบด้วยเสมอ

- ความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนร่วมงาน และหัวหน้างาน
ปัจจัยนี้เป็นปัจจัยสำคัญ ที่จะทำให้พนักงานรู้สึกถึงความสบายใจในการทำงาน เพราะมาทำงานแล้วไม่ต้องมาทะเลาะกับคนอื่น มีแต่ความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน ทำงานแล้วก็เกิดความสบายใจ ไม่ใช่ทำงานก็เจอแต่ความขัดแย้ง แทงกันข้างหลังตลอดเวลา ไว้ใจใครก็ไม่ได้ ฯลฯ ถ้าเป็นลักษณะนี้ แม้ว่าจะมีเงินเดือนเยอะแค่ไหน พนักงานก็ไม่มีแรงจูงใจในการทำงานอย่างแน่นอน

- พลังใจจากหัวหน้า 
สิ่งที่พนักงานต้องการเวลาทำงานก็คือ การได้รับการยอมรับจากหัวหน้าของตนเองในผลงานที่ตนได้ทำไป ถ้าทำผลงานได้ดี ก็ต้องการคำชื่นชมอย่างเต็มใจ และอยากได้การยอมรับในฝีมือจากหัวหน้าของตนเอง

หรือถ้าผลงานออกมาไม่ดี ก็อยากให้หัวหน้าให้คำแนะนำ และสอนงานเพื่อจะได้ทำให้ผลงานดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง พนักงานที่ได้รับการยอมรับจากหัวหน้าของตนเอง มักจะเป็นพนักงานที่มีพลังและมีแรงจูงใจที่จะสร้างผลงานให้ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง

เพราะนี่คือสิ่งที่มนุษย์ทุกคนต้องการ เมื่อไหร่ที่คนเราได้รับการยอมรับนับถือจากคนที่เราคิดว่าสำคัญ ก็จะทำให้คนนั้นมีพลังในการทำงานมากขึ้น ซึ่งก็จะเป็นผลต่อแรงจูงใจในการทำงานอย่างต่อเนื่อง

พื้นฐานของคนเรานั้นต้องการที่จะได้รับความภาคภูมิใจในผลงานที่เขาทำขึ้นอยู่แล้ว ดังนั้นถ้าหัวหน้างานสามารถสร้างความภาคภูมิใจนี้ให้เกิดขึ้นในความรู้สึกของพนักงานได้ ก็จะทำให้พนักงานคนนั้นเกิดแรงจูงใจในการทำงานอย่างมากมาย และพร้อมที่จะทุ่มเทแรงกาย และแรงใจในการสร้างสรรค์ผลงานใหม่ๆ ที่ไม่เคยทำมาก่อนให้เกิดขึ้นได้

ที่มา : Prakal HR community