แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ positive thinking แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ positive thinking แสดงบทความทั้งหมด

วันอาทิตย์ที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2557

Changing is not just changing

Changing is not just changing
the things outside of us.
First of all we need the right view
that transcends all notions including of being
and non-being, creator
and creature, mind and spirit.
That kind of insight is crucial
for transformation and healing.

~Thich Nhat Hanh~

วันพุธที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2557

Dreams are like the stars of the night

Dreams are like the stars of the night, 
You can't really touch the stars,
But, if you follow a star, it will lead you somewhere,
So never stop dreaming in life,
Good night and sleep tight!

วันพุธที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2557

Morning is the best

Morning is the best

"Morning is the best of all times in the garden.  
The sun is not yet hot.  
Sweet vapors rise from the earth.  
Night dew clings to the soil 
and makes plants glisten.  
Birds call to one another.  
Bees are already at work."

~William Longgood~

วันอังคารที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2557

When you matter to someone

When you matter to someone

When you really matter to someone, 
that person will always make time for you. 
No excuses, no lies, 
and no broken promises.

Inner Peace

"If a person’s basic state of mind 
is serene and calm, then it is possible 
for this inner peace 
to overwhelm a painful physical experience." 
~The Dalai Lama~

A best friend....

"A best friend is the only one 
that walks into your life 
when the world has walked out."

~Shannon L. Alder~

วันจันทร์ที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2557

My Brother you are Special Brothers are

My Brother 
you are Special Brothers are

My Brother you are Special
Brothers are special 
in every way,
Although you always insist 
you have the last say.
You have always been by my side,
And saw each of my achievements with pride.
I feel close to you even as I am miles apart,
Because our bond is a matter of the heart.

วันเสาร์ที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2557

A brother is a friend God gave me

A brother is a friend God gave me

"There's no other love like 
the love for a brother.
There's no other love like 
the love from a brother.

A brother is a friend God gave me; 
a friend is a brother my heart chose for me."

Never wait until tomorrow

Never wait until tomorrow

"Never wait until tomorrow 
to hug someone you could hug today,
because when you give one, 
you get one right back your way."

~Author Unknown~

A Simple Hug

"A Simple Hug"

"There's something in a simple hug
That always warms the heart,
It welcomes us back home
And makes it easier to part...."

~Johnny Ray Ryder, Jr., 

วันจันทร์ที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2556

การบริหารจิต Mental Management

ขอบคุณภาพประกอบจาก google

การบริหารจิต
Mental Management

พระพุทธศาสนาเน้นเรื่องการฝึกจิตเป็นสำคัญ เพราะมนุษย์มีจิตเป็นตัวนำการ กระทำทุกอย่าง จะต้องมีการพิจารณา คิดนึกตรึกตรองเสียก่อน การฝึกจิตหรือการบริหารจิต จึงเป็นการกระทำเพื่อให้จิตมีสภาพตั้งมั่น มีสติระลึกได้ มีสัมปชัญญะรู้สึกตัวทั่วพร้อมตลอดเวลา

การบริหารจิต หมายถึง การฝึกฝนอบรมจิตให้เจริญและประณีตยิ่งขึ้น มีความปลอดโปร่ง มีความหนักแน่นมั่นคง โดยเริ่มจากการฝึกฝนจิตให้เกิดสติและฝึกสมาธิให้เกิดขึ้นในจิต

ในการที่จะให้จิตมีสติได้นั้น ผู้ฝึกต้องมีวิธีการดังนี้คือ การตั้งใจให้มีสติปสัมปชัญญะอยู่เสมอ การคบกับคนผู้มีสติปัญญามั่นคง การไม่คบคนที่มีจิตใจฟุ้งซ่านปั่นป่วนและการมีใจน้อมไปในการมีสติคืออยากจะมีสติมั่นคง กล่าวคือ

1. การตั้งใจให้มีสติสัมปชัญญะอยู่เสมอ คือ ผู้ฝึกจะต้องตั้งใจกำหนดรู้สึกตัวอยู่ทุกขณะไม่ว่าจะทำอะไรก็ต้องใคร่ครวญทำช้าๆ อย่ารวดเร็วเกินไป เช่น ในขณะเดิน ยืน นั่ง นอน จะต้องพยายามให้ตัวสติระลึกอยู่ตลอดเวลาทุกๆ อิริยาบถ และมีสติสัมปชัญญะรู้ตัวอยู่เสมอ เมื่อตั้งใจปฏิบัติตามวิธีดังกล่าวก็จะทำให้ผู้นั้นมีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์

2. การคบกับคนผู้มีสติปัญญามั่นคง คือ พยายามเข้าสมาคมกับคนผู้มีสติปัญญามั่นคงด้วยการทำ การพุด และการแสดงออกอื่นๆ ยกตัวอย่าง เช่น การเข้าไปพบปะสนทนากับพระสงฆ์ผู้ฝึกสมาธิมาดีแล้ว โดยพิจารณาจากการพูดและการกระทำ ท่านจะอยู่ในลักษณะสำรวมระมัดระวังอยู่ตลอดเวลา ซึ่งทำให้เราผู้เข้าร่วมสมาคมด้วยเกิดการตั้งสติและมีสติสัมปชัญญะรู้ตัวสำรวมระมัดระวังตัวเช่นเดียวกับท่าน

3. การไม่คบคนที่มีจิตใจฟุ้งซ่านปั่นป่วย คือ คนใดที่มีสติฟั่นเฟือน หลงๆ ลืมๆ ซึ่งมีการกระทำการพูดผิดๆ ถูกๆ อยู่ตลอดนั้น เราไม่ควรจะไปคบด้วย เพราะการสมาคมกับคนประเภทนี้บ่อยๆ เข้าบางทีจะทำให้เราติดโรคสติฟั่นเฟือนได้ เว้นได้แต่เข้าไปคบด้วยความสงสาร เพื่อจะแนะนำเขาในบางครั้งบางคราวเท่านั้น

4. การมีใจน้อมไปในการมีสติ คือ อยากเป็นคนมีสติมั่นคง โดยตัวเราเองต้องพยายามขวนขวายปลุกใจให้เห็นคุณค่าในการมีสติสัมปชัญญะแล้วปฏิบัติธรรมเพื่อนำจิตของตนให้เป็นสมาธิ เมื่อจิตเป็นสมาธิในขั้นต้น แม้เพียงขณิกสมาธิอันเป็นสมาธิชั่วขณะที่เกิดขึ้นกับคนทั่วๆ ไปในการปฏิบัติงานในชีวิตประจำวัน เท่านี้ก็จะทำให้เราเป็นผู้มีสติสัมปชัญญะดีขึ้นอย่างแน่นอน

นอกจากนี้แล้วพระพุทธเจ้ายังได้ทรงแสดงวิธีการฝึกสติให้สมบูรณ์ไว้ในสติปัฏฐาน ๔ อย่าง

กล่าวคือ การดำรงสติไว้ที่ฐานมี 4 อย่าง ได้แก่ กาย เวทนา จิต ธรรม และกำหนดพิจารณาฐานทั้ง ๔ เหล่านั้น เช่น กายานุปัสสนา ตั้งสติกำหนดพิจารณากายเป็นอารมณ์ เวทนานุปัสสนา ตั้งสติกำหนดพิจารณาเวทนาเป็นอารมณ์ จิตตานุปัสสนา ตั้งสติกำหนดพิจารณาจิตเป็นอารมณ์ และธัมมานุปัสสนา ตั้งสติกำหนดพิจารณาธรรมเป็นอารมณ์

สมถวิปัสสนาจำแนกออกเป็น 2 วิธีคือ

1. สมถกัมมัฏฐาน คือ อุบายสงบใจหรือวิธีฝึกอบรมจิตให้เป็นสมาธิ เพื่อเป็นการระงับนิวรณ์อันเป็นสิ่งปิดกั้นจิตไว้ไม้ให้บรรลุความดี

2. วิปัสสนากัมมัฏฐาน คือ อุบายเรืองปัญญาหรือวิธีฝึกอบรมปัญญาให้เกิดความรู้ตามที่เป็นจริงโดยการพิจารณาให้เห็นถึงนามรูป ซึ่งจะสามารถทำลายอวิชชาลงได้สมถะและวิปัสสนาต่างก็เป็นปัจจัยซึ่งกันและกันกล่าวคือ เมื่อปฏิบัติสามธิจนสงบจิตใจไม่ฟุ้งซ่าน ซึ่งจะเป็นพื้นฐานให้อบรมปัญญาได้ เมื่อเกิดปัญญารู้แจ้งก็จะกำจัดอวิชชาลงได้ ซึ่งจะส่งผลมายังจิตให้สงบ เยือกเย็นมากยิ่งขึ้น

ประโยชน์ของสมถวิปัสสนา

ผู้เจริญสมถกัมมัฏฐาน ย่อมเกิดสมาธิ ส่วนผู้ที่เจริญวิปัสสนากัมมัฏฐานย่อมเกิดปัญญา ประโยชน์ของสมถวิปัสสนา

แยกได้ 2 ประการคือ

1. ประโยชน์ของสมาธิ ผู้ที่มีสมาธิมั่นคงย่อมมีจิตใจที่พร้อมจะกระทำสิ่งต่าง ๆ ให้สำเร็จได้โดยง่าย เช่นทางด้านการศึกษาเล่าเรียน เมื่อมีสมาธิที่ตั้งมั่นการศึกษาย่อมจะได้ผลดีขึ้น นอกจากนี้ยังมีประโยชน์ในการทำงานการควบคุมกิเลส และที่สำคัญคือ เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพกายและสุขภาพจิต ทั้งนี้เพราะเมื่อสุขภาพดีแข็งแรงสมบูรณ์ ก็จะส่งผลให้สุขภาพจิตมีคุณภาพดียิ่งขึ้น เช่นเดียวกัน

2. ประโยชน์ของปัญญา จิตที่สงบดีแล้วย่อมเห็นสิ่งทั้งหลายตามความเป็นจริง

คือ การเกิดปัญญาซึ่งประโยชน์ของปัญญานั้นมีหลายลักษณะด้วยกัน เช่น ก่อให้เกิดความเจริญแก่โลก โดยการสร้างวิทยาการสมัยใหม่ขึ้นมานอกจากนี้ยังก่อให้เกิดความเจริญรุ่งเรือง และความสำเร็จในชีวิตคือสามารถที่จะวิเคราะห์วางแผนเพื่อปฏิบัติให้สำเร็จตามเป้าหมายของชีวิต และ ประการสุดท้าย ปัญญาทำให้เกิดความสุขในชีวิต คือสามารถที่จะรู้ถึงเหตุการณ์ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น เมื่อเกิดปัญหาผู้ที่มีปัญญาก็สามรถที่จะแก้ไขให้สำเร็จไปได้ด้วยดี

ที่มา : บทเรียนคอมพิวเตอร์ วิชาพระพุทธศาสนา หน่วยที่ 7 การบริหารจิตและเจริญปัญญา
http://www.br.ac.th/elearning/social/jitraporn/Buddhism%20%20M6/Unit7_1.html

วันอาทิตย์ที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2556

9 วิธีมองโลกในแง่ดี Practice nine simple for good optimistic

ขอบคุณภาพประกอบจาก google

9 วิธีมองโลกในแง่ดี

การมองโลกในแง่ดีนั้นเป็นสิ่งที่คนเราสามารถฝึกฝนขึ้นมาได้ มีงานวิจัยหลายชิ้นยืนยันว่า ในระยะยาว คนที่มองโลกในแง่ดีจะรับมือกับความเครียดได้ดีกว่าคนมองโลกในแง่ร้าย รวมทั้งเจ็บป่วยน้อยกว่า อายุยืนกว่า มีความสุขและความสำเร็จมากกว่าด้วย

“คนมองโลกในแง่ดี” ในที่นี้หมายถึง บุคคลที่ให้ความสำคัญกับเรื่องราวด้านบวกมากกว่าด้านลบ และหากคุณคิดอยากเปลี่ยนตัวเองให้เป็นคนมองโลกในแง่ดี บางทีเทคนิคเล็กๆน้อยนี้อาจช่วยคุณได้

1.ใช้วิกฤตให้เป็นโอกาส

ท่ามกลางวิกฤต ยังมีโอกาสที่จะทำให้คุณได้ฝึกมองโลกในแง่ดี ยกตัวอย่างเช่น หากเกิดอุบัติเหตุ จนต้องสูญเสียแขนซ้ายไป คนส่วนใหญ่มักเศร้าเสียใจ ร้องไห้คร่ำครวญ รู้สึกท้อแท้ หมดหวังในชีวิต และไม่อยากที่จะทำอะไรอีกเลย

แต่คนที่มองโลกในแง่ดี เขาจะพูดอย่างมีความหวังว่า “ยังดีที่ฉันไม่ตาย แม้จะต้องสูญเสียแขนซ้ายไป แต่ฉันยังเหลือแขนขวาที่จะใช้ชีวิตได้ต่อไป” แล้วเขาก็จะรีบยืนหยัดต่อสู้อย่างอาจหาญ ด้วยแขนที่เหลืออยู่เพียงข้างเดียวนั้น แม้ว่าบางครั้งชีวิตอาจจะยากลำบากอยู่บ้าง แต่นั่นไม่ใช่ปัญหาของคนที่มองโลกในแง่ดี

การมองโลกแง่ดีช่วยให้เรารู้สึกมีความหวังและมั่นใจในการทำสิ่งต่างๆ จงจำไว้ว่า หลังพายุเมฆฝนผ่านไป ท้องฟ้าก็จะกลับมาแจ่มใส และมักเกิดรุ้งกินน้ำที่สวยสดงดงามเสมอ

2. อยู่กับความจริงที่เปลี่ยนแปลง

ชีวิตไม่ได้มีแต่เรื่องสวยงามเท่านั้น ดังนั้น การพยายามคิดบวกตลอดเวลา เปรียบดั่งความต้องการให้คลื่นสูงในท้องทะเลไม่มีวันสลายตัว ซึ่งเป็นไปไม่ได้ และเมื่อเราตระหนักดีว่า ธรรมชาติของลูกคลื่นนั้น เมื่อก่อตัวสูง ก็ย่อมสลายตัวลง เราก็จะเข้าใจธรรมชาติของสรรพสิ่งที่มีเกิดและดับ ซึ่งจะช่วยให้รู้จักปล่อยวาง

ที่สำคัญ..ขอให้เตรียมพร้อมรับมือกับสิ่งเลวร้ายที่สุดที่อาจเกิดขึ้น ขณะเดียวกัน ต้องคาดหวังสิ่งดีที่สุด เพราะจะทำให้คุณมีสติและมองโลกในแง่ดี

3. รอยยิ้มและสิ่งดีๆที่เตือนความจำ

มีงานวิจัยหลายชิ้นชี้ว่า เมื่อคนเรายิ้ม จะช่วยกระตุ้นสมองส่วนที่เกี่ยวกับความรู้สึก ทำให้เรามีความสุขและมองปัจจุบันและอนาคตในแง่ดีมากขึ้น

รวมทั้งควรส่งเสริมการคิดบวกด้วยสิ่งดีๆที่เตือนความจำ ด้วยการเขียนประโยคสั้นๆที่สร้างแรงบันดาลใจ อาทิ “ทุกสิ่งเป็นไปได้, จงใช้ชีวิตในด้านบวก, สิ่งที่ฉันควบคุมได้คือ ทัศนคติ หรือฉันมีทางเลือกเสมอ” ไว้ในที่ที่คุณมองเห็นเป็นประจำ เช่น บนกระจกในห้องน้ำ หรือเขียนใส่กระดาษแปะติดกับจอคอมพิวเตอร์

4. ทำในสิ่งที่ควบคุมได้

การมองโลกแง่ร้ายไม่ได้ช่วยอะไรเลย เพราะนอกจากจะทำให้คุณเสียเวลาไปกับความคิดเลวร้ายที่ยังไม่เกิดขึ้น แล้วมันยังขัดขวางไม่ให้คุณทำสิ่งต่างๆได้สำเร็จอีกด้วย และยังเป็นการเพาะนิสัยลังเล ไม่แน่ใจ ทำให้เสียเวลาอันมีค่าไปอย่างน่าเสียดาย ดังนั้น หากมัวแต่วิตกกังวล คุณยิ่งเหลือเวลาน้อยลงที่จะใช้ชีวิตอย่างมีความสุข

วิธีแก้ไขนั้น จงยอมรับในสิ่งที่คุณไม่อาจควบคุมได้ และคิดถึงสิ่งที่คุณสามารถทำเพื่อให้สถานการณ์ดีขึ้น โปรดจำไว้ว่าคุณมีทางเลือกเสมอ

5. อยู่ท่ามกลางคนคิดบวก

หากรอบกายของคุณเต็มไปด้วยคนหดหู่ สิ้นหวัง มองทุกอย่างในแง่ลบ เชื่อว่า..คุณก็คงยิ้มไม่ออกและคิดอะไรไม่ออกเช่นกัน

การจะเป็นคนที่มองโลกแง่ดีได้ คุณต้องพาตัวเองเข้าไปอยู่ในแวดวงของคนที่คิดบวก เพราะการคิดบวกเป็นนิสัยที่ฝึกฝนและติดต่อกันได้ แค่อยู่ในกลุ่มคนที่มองโลกแง่ดี คุณก็จะติดนิสัยคิดบวกได้เช่นกัน และอาจส่งต่อให้เพื่อนหรือคนแปลกหน้าได้รับรู้ด้วยการพูดและกระทำในด้านบวก เช่น ให้โอกาสคนที่มีสิ่งของเพียง 2-3 ชิ้น ลัดคิวจ่ายเงินในซุปเปอร์มาร์เก็ต การกระทำง่ายๆเช่นนี้ ส่งผลให้ทั้งผู้ให้และผู้รับรู้สึกดีๆไปพร้อมกัน

เพราะฉะนั้น ถ้าเลือกได้ ก็จงเลือกที่จะคลุกคลีในวงเพื่อนฝูงที่คิดบวก เพราะนั่นหมายถึงจะทำให้พลังแห่งการคิดบวกของคุณเพิ่มมากขึ้น

6. ปลูกฝังความรักในใจ

ความรักคือพลังอันยิ่งใหญ่ที่สุดในจักรวาล และความรักทำให้โลกนี้เป็นสีชมพู คนที่มีความรักจึงมองโลกสดใสสวยงาม มองโลกในแง่ดี

เพราะฉะนั้น จึงควรบ่มเพาะเมล็ดพันธุ์แห่งความรักให้เกิดขึ้นในใจทุกวินาที และมอบความรักนั้นให้แก่คนรอบข้าง ทั้งคนในครอบครัว ญาติสนิทมิตรสหาย หรือแม้แต่คนแปลกหน้า เมื่อเรามอบความรักออกไป มันจะช่วยเพิ่มพลังบวก และเป็นด่านป้องกันภัยจากสิ่งเลวร้าย

7. ยอมรับความไม่เที่ยง

มีงานวิจัยเผยว่า คนมองโลกแง่ดีและคนมองโลกแง่ร้าย มีมุมมองเรื่องความสำเร็จและล้มเหลวแตกต่างกัน คนคิดลบมักมองความล้มเหลวหรือเหตุการณ์ร้ายเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นถาวร เกิดกับเขาคนเดียว และทำให้ชีวิตแย่ลง ขณะที่คนคิดบวกมองว่าเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นชั่วคราว เกิดกับใครก็ได้ และไม่ทำให้ชีวิตแย่ลง

พระพุทธเจ้าสอนว่า ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นในโลกล้วนเป็นอนิจจัง ไม่มีอะไรเที่ยงแท้แน่นอน เพราะฉะนั้น อย่ายึดมั่นถือมั่น จนทำให้ชีวิตเป็นทุกข์

8. เห็นคุณค่าสิ่งดีๆในชีวิต

มีหลายสิ่งในชีวิตที่เป็นเรื่องดีและสวยงาม แค่หาเวลาหยุดคิดใคร่ครวญสักนิด แล้วคุณจะเห็นคุณค่าของมัน ซึ่งจะทำให้คุณมีทัศนคติที่ดีขึ้น

ลองเริ่มทำบันทึกสิ่งดีๆในชีวิต ด้วยการเขียนเรื่องราวหรือวาดภาพสิ่งที่ทำให้คุณยิ้มได้ เช่น รูปสัตว์เลี้ยง หรือคำชมของเพื่อนๆ เลือกเก็บเฉพาะสิ่งดีๆ และยามใดที่รู้สึกท้อแท้ นำมาเปิดอ่าน จะทำให้คุณยิ้มได้

9. อยู่กับปัจจุบันขณะ

คนทั่วไปมักถูกครอบงำด้วยเรื่องราวในอดีต และอนาคตที่ยังมาไม่ถึง แต่จริงๆแล้วชีวิตที่ต้องดำเนินไป คือชีวิตในปัจจุบันขณะ คุณไม่อาจเรียนรู้หรือจดจำบางสิ่งบางอย่างที่กำลังเกิดขึ้นได้ หากใจติดอยู่กับห้วงเวลาอื่น

งานวิจัยบอกไว้ว่า การรับข้อมูลใหม่เข้าไปเก็บยังสมองส่วนความจำระยะยาวนั้น ต้องใช้เวลา 8 วินาที ดังนั้น อย่าใจลอย หมกมุ่นอยู่กับอดีตหรือกังวลเรื่องของอนาคต แต่จงฝึกการใช้ชีวิตอยู่กับปัจจุบันขณะอย่างมีสติ

ที่มา : หนังสือพิมพ์ ASTV ผู้จัดการ
สสส.http://www.thaihealth.or.th/healthcontent/special_report/37213
ขอบคุณภาพประกอบจาก google