แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ มารยาท แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ มารยาท แสดงบทความทั้งหมด

วันพฤหัสบดีที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2556

การบริหาร (ความรู้สึก) คน Employee Feeling Management


การบริหาร (ความรู้สึก) คน

ขึ้นชื่อว่า “คน” ย่อมมี รัก โลภ โกรธ และหลง

แต่จะทำอย่างไรให้ความรู้สึกเหล่านี้ เป็นไปในทางที่ก่อให้เกิดประโยชน์

- “รัก” ที่จะทำในสิ่งดีงาม และถอยห่างจากการกระทำที่ไม่ถูกต้อง

- “โลภ” ในสิ่งที่ควรได้ ด้วยน้ำพักน้ำแรง และความตั้งใจจากวิธีการปกติ มากกว่าที่จะมัวเมา คาดหวัง หรืออยากได้ใคร่มีในสิ่งที่ไม่อาจเป็นไปไม่ได้ หรือได้มันมาด้วยวิธีการที่ไม่ชอบธรรม

- “โกรธ” ในความสะเพร่า ประมาท และความไม่เอาใจใส่ของตัวเอง จนทำให้สิ่งต่างๆที่อยู่ในความรับผิดชอบของเราต้องเสียหาย ไม่เกิดผลตามที่ควรจะเป็น หรือส่งผลไปถึงคนอื่นๆ รอบข้าง เพื่อจะได้ไม่ทำเช่นนั้นซ้ำอีก

- “หลง” ในสิ่งที่เป็นความชื่นชอบส่วนตัว และไม่ผิดศีลธรรม แต่ความหลงใหลใคร่รู้ ศึกษาอย่างถ่องแท้ หรือให้เวลากับสิ่งนั้น อาจนำไปสู่ผลที่ยิ่งใหญ่ในอนาคต ให้สิ่งที่เราหลงเป็นแรงบันดาลใจ หรือเป็นพลังขับเคลื่อนที่จะทำให้เราก้าวหน้าไปในอนาคต

ความรู้สึกที่ดีและเป็นไปในด้านบวกนี้ ถ้าใครก็ตามสามารถสะกดจิต ปลูกสำนึก และสร้างสรรค์มันได้ด้วยตัวเอง ย่อมเป็นสิ่งที่ดีที่สุด แต่บ่อยครั้งเราจะพบว่าปัญหาอุปสรรคสำคัญ ก็คือตัวเรานั่นเอง เรามักจะบ่ายเบี่ยง ปฎิเสธ หรือยอมแพ้ต่อความตั้งใจ และโทษสิ่งรอบข้างว่าเป็นต้นเหตุทำให้เราไปไม่ถึงฝั่งฝัน ซึ่งมีส่วนจริงอยู่บ้าง

คำถามคือ “เราจะทำอย่างไรที่จะสร้างความรู้สึกที่เป็นบวกให้กับตัวเอง และไม่สร้างบรรยากาศที่เป็นลบให้กับผู้อื่น” เพราะถ้าทุกคนทำได้ สังคมที่แต่ละคนอยู่นั้นก็จะเต็มไปด้วย สิ่งสวยงาม ทุกคนก็จะร่วมด้วยช่วยกันสร้างสรรค์สิ่งที่ดี มีคุณค่าให้แก่กันและกัน

สำหรับ คนทำงาน บรรยากาศภายในของบริษัท องค์กร หรือหน่วยงานที่สังกัดนั้น คือสิ่งที่ทุกคนต้องช่วยกันดูแล คงจะไปคาดหวังว่าจะมีใคร หรือฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดมาดูแลรับผิดชอบแต่เพียงลำพังคงไม่ได้ แม้ว่าบ่อยครั้งทุกคนจะชี้นิ้วไปที่ผู้บริหารขององค์กรว่าไม่ได้จัดการดูแลให้ดีก็ตาม แต่ในความเป็นจริงแต่ละคนต้องทำหน้าที่ในส่วนของตนเองให้เต็มที่มากกว่า

นอกจากนั้นบรรยากาศยังไม่ได้ตีความเพียงแค่สิ่งอำนวยความสะดวกที่จับต้องได้เท่านั้น หากยังหมายถึงความรู้สึกดีๆ ที่มีต่อกันของคนในองค์กรอีกด้วย เพราะความรู้สึกที่ไม่ดีมักกลายเป็นมลพิษให้กับองค์กร ทั้งแบบสะสม (ค่อยเป็นค่อยไป) จนอาจส่งผลรุนแรงได้ในที่สุด

แน่นอนสำหรับพนักงานใหม่ การเข้ามาทำงานในองค์กรแห่งหนึ่งย่อมมีความคาดหวังและความต้องการที่แตกต่างกัน หากแต่เมื่อเหตุผล เงื่อนไข และคุณสมบัติ เป็นที่ยอมรับกันได้ทั้งฝั่งนายจ้างและลูกจ้าง จึงนำไปสู่ข้อตกลงการจ้างงานในที่สุด

การได้รับคัดเลือกเข้าทำงานคงจะเป็นแค่ความรู้สึกแรก แต่คงไม่เพียงพอที่จะทำให้พนักงานมีความรู้สึกพึงพอใจในการอยู่ร่วมกับองค์กรในระยะยาวได้ เพราะเมื่อคนหลายคนมาอยู่ร่วมกัน ความสัมพันธ์ก็เกิดขึ้น ความรู้ความสามารถและประสบการณ์ที่ติดตัวมาของแต่ละคน เหมือนเป็นทุนตั้งต้น

สิ่งที่องค์กรต้องทำต่อคือ การสะสมทุนให้พอกพูนขึ้นในตัวพนักงานแต่ละคน ผ่านการฝึกอบรมและพัฒนาด้วยวิธีการต่างๆ โดยหวังว่าจะเกิดผลตอบแทนจากการลงทุน ทั้งที่เป็นตัวเงิน (รายได้) และที่ไม่อยู่ในรูปของตัวเงิน (ความผูกพัน)

ความรับผิดชอบหนึ่งของผู้บังคับบัญชาในระดับชั้นต่างๆ ตั้งแต่หัวหน้างานจนถึงผู้บริหารระดับสูง นอกจากการบริหารงานให้เสร็จและสำเร็จตามเป้าหมายที่กำหนดไว้แล้ว

ยังต้องบริหารคนที่ไม่มีอะไรเหมือนกันเลย ตั้งแต่ความรู้ ความคิด และจิตใจ ให้อยู่ร่วมกันและสร้างสรรค์พลังร่วม (Synergy) ให้เกิดขึ้นให้ได้ โดยอาจวัดจากความสามารถในการตอบสนองความต้องการพื้นฐานที่เรียกว่า ความพึงพอใจของพนักงาน แบ่งได้เป็นสองส่วนคือ
- ความปลอดภัย
- และขวัญกำลังใจ

ก่อนจะพัฒนาไปในขั้นสูงจนทำให้เกิดความรักและความผูกพันต่อองค์กร อาทิ ความภูมิใจ ความเชื่อมั่น ความมั่นคง ความก้าวหน้า และความท้าทาย เป็นต้น ฉะนั้นแผนงานและนโยบายใดๆ ที่มีผลกระทบไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อมแก่พนักงาน จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องนึกถึงความรู้สึกของพนักงานทุกครั้ง

การบริหารคน (ทรัพยากรบุคคลขององค์กร) ให้ประสบความสำเร็จนั้น จะต้องบริหารความรู้สึกของคนให้ได้ ซึ่งต้องใช้ทั้งศาสตร์และศิลป์ (Soft Side Management) เมื่อไรก็ตามที่สามารถบริหารคนในองค์กรโดยมีกฎ ระเบียบ ข้อห้าม น้อยเท่าใด ยิ่งสะท้อนความสำเร็จได้ดีเท่านั้น

จากการศึกษาองค์กรที่ละเลย เพิกเฉย หรือมองข้าม “ความรู้สึก” ของคน พบว่ามักจะแก้ปัญหาการบริหารคน ด้วยการออกกฎ ระเบียบ ประกาศ คำสั่ง ออกมามากมาย จนบางคราวก็ขัดแย้งกันเอง เป็นการบริหารในแบบอำนาจนิยม และใช้ตำแหน่งเข้าควบคุมสั่งการ

ในขณะที่องค์กรแบบเปิดกว้าง จะใช้วิธีการการสื่อสารแบบเปิดเผย เพื่อทำความเข้าใจ หาทางออกที่ลงตัว และสร้างความรู้สึกร่วม ซึ่งจะมีพลังและแก้ปัญหาที่สาเหตุ มากกว่าการแก้ที่อาการหรือแก้ปัญหาเฉพาะหน้าที่เป็นปลายเหตุ

ความรู้สึกที่พนักงานมีต่อองค์กร อาจเกิดขึ้นได้กับสิ่งที่มีตัวตนจับต้องได้ จนถึงสิ่งที่ไม่มีตัวตน อาทิ สภาพแวดล้อมการทำงาน ค่าจ้างค่าตอบแทน บรรยากาศการทำงานร่วมกัน การพัฒนาพนักงาน ลักษณะงาน การประเมินผลการปฎิบัติงาน ความสัมพันธ์ระหว่างคนทำงานด้วยกัน ช่องทางและวิธีการสื่อสาร ตลอดจนความรู้สึกเป็นห่วงเป็นใยต่อกัน ซึ่งความรู้สึกนี้ต้องใช้การสังเกต การฟัง และการสัมผัส มากกว่าแค่การพูด

เมื่อคนได้รับการดูแลเอาใจใส่ และบริหารแบบเป็นคน (ไม่ใช่เครื่องจักร) คนก็จะกลายเป็นทรัพยากรที่สำคัญ และเป็นสินทรัพย์ที่มีคุณค่าเพิ่มขึ้น ต่างจากเครื่องจักรที่แม้จะเป็นทรัพย์สินเหมือนกัน แต่ก็เสื่อมค่าไปในที่สุด และก็ต้องลงทุนไปจัดหามาใหม่เสมอ มาเริ่มต้นง่ายๆ ด้วยการบริหารความรู้สึกตัวเราก่อนเป็นไง

ที่มา : หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ โดย จำลักษณ์ ขุนพลแก้ว
ขอบคุณข้อมูลจาก สสส.
ขอบคุณภาพประกอบจาก google

วันอังคารที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2556

เทคนิคในการทำงานกับคนเจ้าปัญหา Techniques for working with Difficult People at Workplace


เทคนิคในการทำงานกับคนเจ้าปัญหา !

วันๆ เราต้องเจอกับผู้คนร้อยแปดประเภท เราไม่อาจเลือกคบกับคนที่มีลักษณะที่ตรงใจเราได้ ทว่าเมื่อไหร่ที่เราเรียกตัวเองว่ามืออาชีพ สิ่งที่เราต้องทำคือ สามารถทำงานกับคนได้ทุกรูปแบบ แม้กระทั่งคนเจ้าปัญหา

ฉะนั้นลองทำความเข้าใจกับพวกเขาเหล่านี้และทำงานตรงหน้าให้เสร็จดีกว่า

- ทำใจปล่อยวาง การทำงานร่วมกับคนที่เราไม่สามารถควบคุมให้เป็นอย่างที่ต้องการได้คงไม่มี อะไรทำง่ายกว่าทำใจ ลำพังแค่จัดการกับชีวิตของตัวเองให้เป็นอย่างที่เราต้องการก็เป็นเรื่องยาก พอแล้ว ฉะนั้นไม่ต้องพูดถึงเรื่องเปลี่ยนแปลงให้คนอื่นเป็นไปอย่างที่เราต้องการ เมื่อเราปล่อยวางเรื่องของคนอื่นแล้ว ชีวิตก็จะมีเรื่องให้เครียดน้อยลงไปอีก

- คิดเสียว่ามาทำงาน การมาทำงานย่อมต้องเจอกับคนสารพัดรูปแบบ เมื่อเข้ามาในออฟฟิศก็ขอให้ถอดหัวใจเก็บเอาไว้ก่อน แล้วบอกตัวเองว่านี่เป็นแค่ที่ทำงานแห่งหนึ่งเท่านั้น ไม่ใช่โลกทั้งใบของเรา และเมื่อไรที่ก้าวเท้าออกจากที่ทำงานก็ขอให้ทิ้งปัญหาไว้ตรงนั้น อย่าปล่อยให้มันไปรบกวนชีวิตอันแสนสุขของเราเด็ดขาด

- มองผู้อื่นด้วยใจเมตตา คนเราไม่มีใครแย่ไปหมดทุกอย่าง หากเราได้มีโอกาสมองจากมุมคนเจ้าปัญหา เราอาจพบปัญหาบางอย่างในชีวิตของเขา ที่อาจส่งผลให้เจ้าตัวต้องสร้างปัญหาให้กับคนรอบข้างก็ได้ คิดเสียว่ายังอย่างน้อยเราก็โชคดีที่ชีวิตของเราไม่ได้มีปัญหามากมายขนาดนั้น

- ถือเป็นบททดสอบทางจิตใจ การเจอเรื่องยากๆ แต่ละครั้งย่อมเป็นการทดสอบจิตใจของตัวเราว่าจะผ่านพ้นปัญหาเหล่านั้นไปได้ สวยงามแค่ไหน หากเราทนกับคนเจ้าปัญหาและยังสามารถทำงานร่วมกับพวกเขาได้ ก็ถือว่าสอบผ่านแบบทดสอบทางจิตใจที่จะทำให้เราเป็นคนใจเย็นขึ้น ใจกว้างขึ้น อดทนมากขึ้น

แล้วชีวิตการทำงานในวันข้างหน้าก็ย่อมง่ายขึ้นด้วย

ขอบคุณบทความดีๆจาก : Momypedia
ขอบคุณภาพประกอบจาก google

การบริหารความขัดแย้ง ด้วยคำว่า “ทัศนคติ” Conflict Management with the word " attitude "


การบริหารความขัดแย้ง ด้วยคำว่า “ทัศนคติ”
Conflict Management with the word " attitude "

คงปฏิเสธไม่ได้ว่าความขัดแย้งเกิดขึ้นได้ในทุกวันของชีวิต โดยเฉพาะเมื่อคนเราต้องอยู่ร่วมกันเป็นสังคม หรือต้องทำงานร่วมกันเป็นกลุ่ม หากสมาชิกกลุ่ม มีความแตกต่างกันมากในหลายๆด้าน ตามพื้นฐานแล้วความขัดแย้งก็จะเกิดมากขึ้นตามลำดับ

ซึ่งกล่าวได้ว่าเป็นการยากมากที่คนเราจะทำงานร่วมกัน โดยปราศจากความขัดแย้งใดๆทั้งสิ้น จนมีคำกล่าว ที่ว่า “ความขัดแย้งเป็นสิ่งจำเป็นที่ต้องมีในชีวิต แต่ปัญหาไม่จำเป็นต้องมี” เพราะความขัดแย้งที่คงอยู่ในระดับหนึ่งอาจไม่ก่อให้เกิดปัญหา

นักบริหารที่จะสามารถบริหารงานแบบมืออาชีพได้นั้น ต้องให้ความสนใจในเรื่องของการบริหารงาน ควบคู่ไปกับการเรียนรู้ที่จะบริหารความขัดแย้งด้วยเช่นกัน เพราะในการบริหารงานทุกอย่าง ล้วนต้องเกี่ยวข้องกับความขัดแย้งอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ทั้งสิ้น

การบริหารความขัดแย้งให้ได้ประสิทธิผลนั้น จำเป็นต้องลด "อัตตา" หรือความเป็นตัวตนที่สูงเกินไป เปรียบเสมือน "คนตาบอด" มองไม่เห็นความผิดของตน ความไม่ดีของตน ไม่ยอมรับผิด มิหนำซ้ำยังกล่าวโทษผู้อื่นในทางที่เสียหาย    

การที่จะทำให้คนที่มีอัตตาสูงยอมรับ ปรับเปลี่ยนทัศนคติได้นั้นมิใช่มาจากคำพูดของผู้อื่น แต่เป็นผลมาจาก ความคิดของเขาเอง ประกอบกับทัศนคติที่ต้องการเปลี่ยนความเป็นตัวตนของเขาด้วย

การบริหารความขัดแย้ง ไม่จำเป็นต้องพยายามควบคุมบังคับบุคคลอื่น ให้อยู่ในการควบคุมของเรา ในกรณีที่ขัดแย้งกับบุคคลที่มีความเป็นอัตตาสูงมากเกินไป แนะนำว่า "อย่าเปลี่ยนที่เขา ให้เปลี่ยนที่เราดีกว่า" 

คำว่า "เปลี่ยนที่เรา" คือการเปลี่ยนที่ "ทัศนคติของเรา" ให้เกิดภาพบวกมากกว่าภาพลบ เพราะเปลี่ยนที่เรานั้น เปลี่ยนง่ายกว่าเปลี่ยนที่เขา ถ้าทุกฝ่ายคิดอย่างมีทัศนคติเชิงบวก ทุกอย่างจะเกิดสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงที่ลงตัวมากยิ่งขึ้น  ดีมากขึ้น สิ่งแวดล้อมในการอยู่อาศัย และทำงานร่วมกันดีมากขึ้น

แทนที่เราจะต้องมานั่งทุกข์ใจ พยายามที่จะต้องวางแผนควบคุมผู้อื่น พยายามเปลี่ยนเขาซึ่งไม่ใช่เรื่องง่าย เราควรใช้เวลาเหล่านั้นมาบริหารทัศนคติของเราจะดีกว่า ถ้าทุกฝ่ายต่างบริหารทัศนคติที่ดีของตน ความขัดแย้งก็จะเกิดน้อยลง เป็นการบริหารความขัดแย้งที่บริหารได้จากจุดเริ่มต้นอย่างแท้จริง นั่นคือ “ทัศนคติ และตัวตนของเรา” นั่นเอง

บทความโดย : คุณนราชัย  ปิมปา
ที่มา : iSoft Hotel
See more at : http://buff.ly/16nI3Cd
ขอบคุณภาพประกอบจาก google

วันอาทิตย์ที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2556

5 มารยาทในการทำงานที่ไม่ควรมองข้าม (Workplace Etiquette)


5 มารยาทในการทำงานที่ไม่ควรมองข้าม

เราจำเป็นต้องทำงานอย่างมืออาชีพเพื่อทุกคนที่ทำงานร่วมกับเรา เกิดความเคารพในตัวเรา ไม่ว่าจะเป็น ลูกค้า เพื่อนร่วมงาน หรือแม้แต่ผู้จัดการ

แม้ว่าชีวิตการทำงานจะพบกับความเครียด แต่เราก็ต้องควบคุมอารมณ์ของเราให้ดีที่สุด เพราะเมื่อเราแสดงความโกรธและระบายความไม่พอใจของเราออกไป คนรอบข้างจะเกิดความรู้สึกไม่ดี และรู้สึกอึดอัดที่จะพูดคุยติดต่อกับคุณ

ทุกคนจึงควรได้รับการปลูกฝังในเรื่องการรู้จักตนเอง เพื่อให้เราสามารถควบคุมอารมณ์ของตนเองได้ดีขึ้น ด้วยหลัก 5 ประการในการสร้างมารยาทในการทำงาน ดังนี้

1.ไม่ควรนินทาลับหลังเพื่อนร่วมงาน เพราะมันไม่ส่งผลดีต่อตัวคุณเลย อาจก่อให้เกิดความขัดแย้ง และไม่ลงรอยกัน ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการทำงานร่วมกัน

2.ไม่ควรพูดคุยถึงเรื่องที่ไม่เกี่ยวข้องกับการทำงานในเวลางาน เจ้านายของคุณอาจมองว่าคุณเอาแต่คุย และไม่เป็นอันทำงาน ดังนั้น ควรเก็บเรื่องส่วนตัวของคุณไว้คุยในช่วงพักกลางวัน หรือหลังเลิกงานจะดีกว่า

3.ไม่ควรให้คำแนะนำแก่เพื่อนร่วมงานโดยที่เขาไม่ได้เรียกร้อง และไม่ควรเข้าไปข้องเกี่ยวกับชีวิตส่วนตัวของผู้อื่น

4.ไม่ควรพูดถึงปัญหาสุขภาพของตนเอง เพราะมันอาจส่งผลกระทบต่อโอกาสในการเลื่อนขั้นของคุณ หากจำเป็นต้องพูดถึงเรื่องปัญหาสุขภาพที่ส่งผลกระทบต่อการทำงาน คนเดียวที่คุณจะพูดด้วยก็คือ ผู้จัดการฝ่ายบุคคล

5.ในยุคที่ social network กำลังแพร่หลาย คุณควรระวังการโพสต์ข้อความต่าง ๆ ในเฟซบุ๊ค หรือบล็อกของคุณ และควรมั่นใจว่าข้อความหรือรูปที่อัพโหลดขึ้นไปจะไม่ส่งผลกระทบใด ๆ ต่อหน้าที่การงานของคุณ

มารยาทในการทำงานที่ดีนั้นมีความสำคัญอย่างมากต่อชีวิตการทำงานของทุกคน คงไม่ใช่เรื่องยากเกินไปที่คุณจะรักษามารยาททั้ง 5 ข้อนี้ไว้ให้มั่น เพื่อให้ชีวิตการทำงานของคุณนั้นราบรื่นและยาวนาน

ที่มา : jobs DB