สุขภาพดี...อยู่ที่ชีวิตสมดุล
Work-Life Balance and Good Health
แนะต้องดูแลสุขภาพจิตและเสริมสร้างพลังสมองด้วย
ผู้บริหารที่มีทั้งงานและปัญหาให้ต้องจัดการอยู่ตลอดเวลานั้น การจะประสบความสำเร็จได้นั้นจำเป็นต้องอาศัยประสิทธิภาพของสมองและความจำอันดีเยี่ยม
การจะเป็นผู้บริหารที่ประสบความสำเร็จได้อาจนำมาซึ่งรางวัลของชีวิตนานาประการ แต่ในหลายๆ กรณีต้องแลกมาด้วยสุขภาพที่ทรุดโทรมลง เพราะความสำเร็จนั้นอาจหมายถึง การต้องผจญกับแรงกดดันอยู่ทุกๆ วัน ยิ่งไปกว่านั้นเทคโนโลยีที่ทันสมัยก็เอื้อให้คนสามารถทำงานได้ทุกเวลา แม้จะเป็นเวลาหลังเลิกงานหรือวันหยุด ดังนั้น สำหรับนักบริหารผู้ที่ทุ่มเทให้แก่งานอย่างเต็มที่ การไล่ตามความสำเร็จอาจต้องจ่ายด้วยราคาที่แสนแพงนั่นคือ "ความเสื่อมลงของสุขภาพและสุขภาพจิต"
การดูแลสุขภาพจิตและเสริมสร้างพลังสมองก็ไม่ต่างไปจากการดูแลสุขภาพร่างกายโดยทั่วไป การทำงานของสมองจะสมบูรณ์หากได้รับการกระตุ้นอยู่เสมอ นอกจากนี้ภาวะโภชนาการที่ดี การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ และการผ่อนคลายความเครียดก็เป็นปัจจัยสำคัญ
ควบคุมความเครียด
ความเครียดเป็นหนึ่งในปัจจัยที่บั่นทอนสุขภาพของคนทำงาน โดยเฉพาะในปัจจุบันที่ส่งผลร้ายแรงขึ้นเรื่อยๆ เพราะความเครียดจะทำลายอวัยวะสำคัญอย่างช้าๆ จนกลายเป็นความเจ็บป่วยทั้งกายและจิตใจในที่สุด ที่สำคัญความเครียดยังส่งผลต่อการทำงานของสมอง ทำให้ความสามารถในการจดจำและเข้าใจสิ่งต่างๆ ลดลงรวมทั้งส่งผลให้อารมณ์แปรปรวนซึ่งรวมถึงอาการวิตกกังวลและซึมเศร้า
ทุกวันนี้ เราใช้งานร่างกายอย่างเต็มที่จนแทบไม่ค่อยมีเวลาพักและดูแลตัวเอง จนกระทั่งเจ็บป่วยแล้วจึงจะเข้าทำการรักษา ซึ่งเสียเวลาและเสียเงินทองมหาศาล แล้วยังมีผลกระทบต้องคนรอบข้างอีกด้วย
อย่างไรเสียก็เชื่อว่ากันไว้ย่อมดีกว่าแก้ และสุขภาพที่ดีก็เป็นรางวัลอันสุดพิเศษสำหรับตัวและครอบครัว
ในฐานะผู้บริหารด้านการแพทย์ของโรงพยาบาลเอกชนที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในเอเชีย "เมื่อผู้ป่วยมารับการรักษา เขาย่อมต้องมีความคาดหวังสูง ซึ่งเราต้องดูแล และปรับปรุงบริการของการแพทย์ของเราให้ดีเพื่อตอบสนองต่อความคาดหวังของผู้มาใช้บริการให้ได้ ดังนั้นการจัดการกับปัญหาอย่างทันท่วงทีเป็นเรื่องสำคัญ เพราะไม่อย่างนั้นปัญหาอาจลุกลามกลายเป็นเรื่องที่ทำให้ทุกคนเครียดได้"
ผู้บริหารควรต้องแก้ปัญหาอย่างรอบคอบและมีสติ "เรื่องไม่คาดคิดเกิดขึ้นได้เสมอและเกิดขึ้นกับทุกคน" "สิ่งสำคัญที่จะช่วยให้ผู้บริหารสามารถรับมือกับสถานการณ์ต่างๆ ได้ คือต้องพยายามเข้าใจปัญหา มองปัญหาอย่างรอบด้านใช้เหตุผลมากกว่าอารมณ์เพราะถ้าเครียดเกินไปอาจทำให้ทุกอย่างแย่ลงได้"
ที่มา: หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
ขอบคุณบทความจาก : สสส.
ขอบคุณภาพประกอบจาก google
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ lasik tips แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ lasik tips แสดงบทความทั้งหมด
วันอาทิตย์ที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2556
วันเสาร์ที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2556
ผ่อนคลายด้วยสมาธิบำบัด Relax with meditation therapy.
Relax with meditation therapy.
การนั่งสมาธิเป็นวิธีง่ายๆ ที่เรารู้กันดีว่าจะช่วยให้ผู้ปฎิบัติรู้สึกผ่อนคลาย และทำให้จิตใจที่ว้าวุ่นสงบลง แต่ในทางกลับกันหลายๆ คนก็คงคิดว่านี่เป็นวิธีที่น่าเบื่อ และคงจะไม่สงบแน่ๆ ถ้าจะต้องนั่งสงบนิ่งอยู่นานๆ และถ้าคุณคิดเหมือนอย่างหลังวันนี้มีข้อมูลเรื่องการฝึกสมาธิมาฝาก ซึ่งมีประโยชน์กับจิตของเรา
ซึ่งเรารู้กันดีอยู่แล้วว่าการนั่งสมาธิให้ประโยชน์ต่อจิตใจมากมาย มีผลการศึกษาหลายฉบับจากมหาวิทยาลัยอเมริกันในวอชิงตัน แสดงให้เห็นว่าการฝึกสมาธิช่วยลดความเครียด ทำให้ความดันโลหิตลดลงและเสริมระบบ ภูมิคุ้มกัน แต่ผลการศึกษาใหม่ของมหาวิทยาลัย แคลิฟอร์เนียในซานฟรานซิสโกพบว่า การฝึกสมาธิ ให้ประโยชน์โดยตรงต่อร่างกายด้วย เพราะสามารถ ช่วยย้อนกระบวนการแก่ชราได้ที่ระดับเซลล์
นักวิจัยได้ตรวจสอบโครโมโซมของผู้ที่ฝึกสมาธิ เป็นประจำและพบว่า เมื่อเทียบกับกลุ่มควบคุมแล้ว คนเหล่านี้จะมีเทโลเมียร์ (ส่วนปลายของโครโมโซม ซึ่งส่งผลต่อการแก่ชราของเซลล์) ที่ยาวกว่า และถ้ามีขนาดสั้น คุณจะเสี่ยงต่อโรคหัวใจและเบาหวานมากขึ้น
นี่คือประโยชน์ของการนั่งสมาธิ วิธีง่ายๆ แต่ได้ประโยชน์ ทั้งทางร่างกายและจิตใจ รู้อย่างนี้แล้ว น่าจะหาเวลาลองฝึกนั่งสมาธิกันดูบ้างเพียงสักครู่ในช่วงเริ่มต้นแล้วค่อยเพิ่มเวลาขึ้นเรื่อยๆ
ที่มา : MEN'S HEALTH THAILAND > สุขภาพ > สุขภาพน่ารู้ > LASIK HEALTH CORNER
ขอบคุณภาพประกอบจาก google
การสร้างความสุขกาย อารมณ์ สังคม จิตวิญญาณ Happiness be classified as physical, emotional and spiritual
บอกร่างกายตัวเองว่า
- ฉันจะไม่ทำอะไรเกินกำลังที่ร่างกายจะรับได้
- ฉันจะถนอมร่างกาย ให้แข็งแรงมีสุขภาพดี ไม่ทำร้าย ด้วยการเอาพิษภัยต่างๆ มาใส่ตัว
- ฉันจะดูแลรักษาความเจ็บไข้ ที่เป็นอยู่ตามสมควร ไม่ปล่อยปละละเลย แม้จะเป็นเรื่องเล็กๆ น้อยๆ
อารมณ์
- มีสติ รู้เท่าทันอารมณ์ที่เกิดขึ้น โดยไม่บิดเบือนหรือเก็บกด พยายามหาทางออก ให้เหมาะสมตามกาลเทศะ
- หาจุดดีๆ ในตัวเองให้พบ แม้ดูจะเป็นเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ชื่นชมกับสิ่งที่เป็น คุณค่าของตนเองนั้น
- ถ้าเห็นว่าเหลือบ่ากว่าแรง ที่จะดูแลตัวเองได้ ก็ต้องขอความช่วยเหลือจากคนอื่น ไม่ว่าจะเป็นคนในครอบครัว เพื่อนฝูงที่ไว้วางใจ หรือผู้เชี่ยวชาญในเรื่องที่เกี่ยวข้อง
สังคม
- เปิดตัวเอง ให้มีกิจกรรมร่วมกับคนอื่น อย่าคิดว่าฉันอยู่ได้ด้วยตนเอง ไม่แคร์ใคร เพราะนั่นเป็นการคิดที่ผิด และจะนำไปสู่ปัญหาทางจิตได้
- รู้จักการให้และรับ รู้จักการแพ้ และชนะ ไม่เอาแต่ใจตัวเองเป็นหลัก
- รู้จักชื่นชมกับความสำเร็จของคนอื่น
- ให้ความเห็นอกเห็นใจกับคนที่มีทุกข์
- สามารถให้ความรักคนอื่น และได้รับความรักจากคนอื่น
จิตวิญญาณ
- มีจิตใจที่เป็นอิสระ ต้อนรับทุกสิ่งที่เข้ามาในชีวิต ด้วยความยินดี ไม่ว่าจะเป็นเรื่องดีหรือไม่ดี
แล้วตอบสนองอย่างมีสติ และรับผิดชอบในสิ่งที่ตนเองทำ
- ยอมรับสิ่งที่ตนเองเป็น อย่าให้คนอื่นมาเติมเต็ม สิ่งที่ตนเองขาดอย่างไม่เหมาะสม ด้วยการการลดคุณค่าของตนเอง เช่นไปประจบสอพลอ หรือละเมิดสิทธิของผู้อื่น เพียงเพื่อให้ได้รับการยอมรับ หรือเพื่อเอาตัวรอด
- มีความเต็มใจและจริงใจ ในการแบ่งปันหรือช่วยเหลือคนอื่น โดยไม่ต้องรอการร้องขอ หรือทำไปเพื่อต้องการผลตอบแทน
รศ. พญ. กนกรัตน์ สุขะตุงคะ
ภาควิชาจิตเวชศาสตร์
ที่มา : เส้นทางสุขภาพ
ขอบคุณภาพประกอบจาก google
ปรับแนวคิดสำหรับชีวิตและการงาน Work-Life Balance
Work-Life Balance
ในปัจจุบันปัจจัยแวดล้อมทางสังคมที่เปลี่ยนไปมีผลให้คนไทยส่วนใหญ่เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการใช้ชีวิต เช่น ปัจจัยจากการแข่งขันทางธุรกิจที่รุนแรงขึ้น
ปัจจัยจากสภาพเศรษฐกิจทำให้ผู้หญิงทำงานนอกบ้านมากกว่าเดิม และการที่เทคโนโลยีการสื่อสารพัฒนา จนทำให้เราสามารถทำงานได้ในทุกที่ทุกเวลา ความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ล้วนส่งผลให้การจัดสรรเวลาที่ชัดเจนระหว่าง ‘การทำงาน’ และเวลาสำหรับ ‘ด้านอื่น ๆของชีวิต’ เช่น ครอบครัว สังคม หรือแม้แต่การให้เวลาสำหรับตนเองเป็นไปได้ยากขึ้นทุกที
ผลสำรวจล่าสุดของสำนักงานสถิติแห่งชาติระบุว่าคนไทยใช้เวลาทำงานยาวนานเป็นอันดับ 3 ของโลก เป็นรองเพียงประเทศเกาหลีใต้และเปรูเท่านั้น
เรื่องการรักษา “สมดุลระหว่างการทำงานและการใช้ชีวิตด้านอื่น ๆ” หรือที่เรียกกันว่า Work-Life Balance จึงกลายเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจอย่างมาก แต่การจัดสรรเวลาที่มีอยู่อย่างจำกัดในแต่ละวันให้ลงตัวเพื่อตอบโจทย์หลายด้านของชีวิตนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย โดยเฉพาะในธุรกิจ SME ที่เจ้าของกิจการต้องรับผิดชอบงานมากมายและใช้เวลาไปกับการทำงานเฉลี่ยวันละไม่น้อยกว่า 10-12 ชั่วโมง การรักษาสมดุลระหว่างการใช้ชีวิตและการทำงานจึงถูกมองว่าเป็นเรื่อง “พูดง่าย แต่ทำยาก” เสมอ
แต่อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญและนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จหลายท่านได้แสดงความคิดเห็นและเสนอเคล็ดลับแนวทางในการรักษาความสมดุลให้กับชีวิต โดยมีหลักการและสาระสำคัญที่ตรงกันในเบื้องต้นดังนี้...
1. ให้ความสำคัญกับการบริหารเวลาอย่างยิ่งยวด
สิ่งที่สำคัญที่สุดในการรักษา Work Life Balance คือ การบริหาร “เวลา” อย่างมีประสิทธิภาพ เวลาเป็นหนึ่งในทรัพยากรมีค่าที่สุด ทุกคนมีเวลาจำกัดเหมือนกัน ซึ่งนักบริหารที่ประสบความสำเร็จต่างก็เข้มงวดต่อการใช้เวลาของตัวเองที่สุด
หากเราปล่อยปละละเลยไม่เข้มงวดกับการใช้เวลา ทั้งในการทำงานหรือภารกิจต่าง ๆ สิ่งที่เราตั้งใจก็จะไม่สำเร็จตามเป้าหมาย สุดท้ายแล้วมักจบลงด้วยการทำงานล่วงเวลาหรือต้องแบกงานกลับไปทำที่บ้าน ทำให้เวลาสำหรับการพักผ่อนหรืออยู่กับครอบครัวที่มีน้อยอยู่แล้วยิ่งเหลือน้อยลงไปอีก
การบริหารเวลาอย่างมีประสิทธิภาพนั้นเป็นสิ่งที่ต้องฝึกฝนและอาศัยประสบการณ์ สิ่งที่เราควรเริ่มทำเป็นอันดับแรกคือเปลี่ยนทัศนคติเรื่องการบริหารเวลาของเราเองก่อน ให้ความสำคัญและสนใจกับการบริหารเวลามากขึ้นเท่า ๆ กับที่เราต้องเอาใจใส่ในงานที่เรารับผิดชอบ แล้วเราจะพบว่าในวันหนึ่ง ๆ เรามีเวลามากพอจะจัดสรรให้กับเรื่องอื่นนอกเหนือจากการทำงาน
2. รักษาสุขภาพคืองานอย่างหนึ่ง
อีกหนึ่งต้นทุนที่สำคัญเทียบเท่ากับเวลาคือตัวของเราเอง ช่วงที่เรามีสุขภาพแข็งแรงไม่เจ็บป่วยเรามักลืมให้ความสำคัญกับการรักษาสุขภาพ ลืมนึกถึงความเสียหายที่จะเกิดขึ้นเมื่อเราล้มป่วยลง
ดังนั้น การเพิ่มรายการรักษาสุขภาพให้ทั้งกายและใจ เช่น “ตรวจสุขภาพประจำปี” “นั่งสมาธิ” หรือ “โยคะ” ลงในตารางเวลาของเราจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เมื่อเรามีสุขภาพกายที่ดี มีสมองที่แจ่มใส มีสติและสมาธิ ต้นทุนของเราก็พร้อม เรื่องต่าง ๆ ก็เดินหน้าไปได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
3. เพิ่มความยืดหยุ่นให้การทำงานและสมดุลของชีวิต
ทั้งเรื่องการทำงานและการใช้ชีวิตควรมีความยืดหยุ่นเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา ช่วงไหนที่งานเร่งด่วนเราก็เดินหน้าทุ่มเทให้กับงาน แต่ต้องไม่ลืมผ่อนคันเร่งเมื่อถึงคราวที่ต้องให้เวลากับเรื่องอื่น ๆ การตั้งเป้าหมายให้กับการทำงานเป็นเรื่องปกติ แต่เราต้องไม่ลืมตั้งเป้าหมายให้กับการพักผ่อนและสิ่งอื่นที่สำคัญต่อชีวิตของเราด้วยเช่นกัน
แน่นอนว่าความสมดุลของการทำงานและการใช้ชีวิตที่เราพูดถึงนี้มีระดับแตกต่างกันไปตามสถานะและบทบาทของแต่ละคน ซึ่งชีวิตของเรามีมากกว่าหนึ่งด้านเสมอ เราจึงต้องทำความเข้าใจและพยายามควบคุมให้เกิดความสมดุลที่พอดีให้ได้ เพื่อที่ความสมดุลนี้จะนำมาซึ่งความสุข ความสำเร็จที่ยั่งยืนและสมบูรณ์ให้กับเราต่อไป.
ที่มา: หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
ขอบคุณบทความจาก : สสส.
ขอบคุณภาพประกอบจาก google
วันพฤหัสบดีที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2556
การบริหาร (ความรู้สึก) คน Employee Feeling Management
ขึ้นชื่อว่า “คน” ย่อมมี รัก โลภ โกรธ และหลง
แต่จะทำอย่างไรให้ความรู้สึกเหล่านี้ เป็นไปในทางที่ก่อให้เกิดประโยชน์
- “รัก” ที่จะทำในสิ่งดีงาม และถอยห่างจากการกระทำที่ไม่ถูกต้อง
- “โลภ” ในสิ่งที่ควรได้ ด้วยน้ำพักน้ำแรง และความตั้งใจจากวิธีการปกติ มากกว่าที่จะมัวเมา คาดหวัง หรืออยากได้ใคร่มีในสิ่งที่ไม่อาจเป็นไปไม่ได้ หรือได้มันมาด้วยวิธีการที่ไม่ชอบธรรม
- “โกรธ” ในความสะเพร่า ประมาท และความไม่เอาใจใส่ของตัวเอง จนทำให้สิ่งต่างๆที่อยู่ในความรับผิดชอบของเราต้องเสียหาย ไม่เกิดผลตามที่ควรจะเป็น หรือส่งผลไปถึงคนอื่นๆ รอบข้าง เพื่อจะได้ไม่ทำเช่นนั้นซ้ำอีก
- “หลง” ในสิ่งที่เป็นความชื่นชอบส่วนตัว และไม่ผิดศีลธรรม แต่ความหลงใหลใคร่รู้ ศึกษาอย่างถ่องแท้ หรือให้เวลากับสิ่งนั้น อาจนำไปสู่ผลที่ยิ่งใหญ่ในอนาคต ให้สิ่งที่เราหลงเป็นแรงบันดาลใจ หรือเป็นพลังขับเคลื่อนที่จะทำให้เราก้าวหน้าไปในอนาคต
ความรู้สึกที่ดีและเป็นไปในด้านบวกนี้ ถ้าใครก็ตามสามารถสะกดจิต ปลูกสำนึก และสร้างสรรค์มันได้ด้วยตัวเอง ย่อมเป็นสิ่งที่ดีที่สุด แต่บ่อยครั้งเราจะพบว่าปัญหาอุปสรรคสำคัญ ก็คือตัวเรานั่นเอง เรามักจะบ่ายเบี่ยง ปฎิเสธ หรือยอมแพ้ต่อความตั้งใจ และโทษสิ่งรอบข้างว่าเป็นต้นเหตุทำให้เราไปไม่ถึงฝั่งฝัน ซึ่งมีส่วนจริงอยู่บ้าง
คำถามคือ “เราจะทำอย่างไรที่จะสร้างความรู้สึกที่เป็นบวกให้กับตัวเอง และไม่สร้างบรรยากาศที่เป็นลบให้กับผู้อื่น” เพราะถ้าทุกคนทำได้ สังคมที่แต่ละคนอยู่นั้นก็จะเต็มไปด้วย สิ่งสวยงาม ทุกคนก็จะร่วมด้วยช่วยกันสร้างสรรค์สิ่งที่ดี มีคุณค่าให้แก่กันและกัน
สำหรับ คนทำงาน บรรยากาศภายในของบริษัท องค์กร หรือหน่วยงานที่สังกัดนั้น คือสิ่งที่ทุกคนต้องช่วยกันดูแล คงจะไปคาดหวังว่าจะมีใคร หรือฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดมาดูแลรับผิดชอบแต่เพียงลำพังคงไม่ได้ แม้ว่าบ่อยครั้งทุกคนจะชี้นิ้วไปที่ผู้บริหารขององค์กรว่าไม่ได้จัดการดูแลให้ดีก็ตาม แต่ในความเป็นจริงแต่ละคนต้องทำหน้าที่ในส่วนของตนเองให้เต็มที่มากกว่า
นอกจากนั้นบรรยากาศยังไม่ได้ตีความเพียงแค่สิ่งอำนวยความสะดวกที่จับต้องได้เท่านั้น หากยังหมายถึงความรู้สึกดีๆ ที่มีต่อกันของคนในองค์กรอีกด้วย เพราะความรู้สึกที่ไม่ดีมักกลายเป็นมลพิษให้กับองค์กร ทั้งแบบสะสม (ค่อยเป็นค่อยไป) จนอาจส่งผลรุนแรงได้ในที่สุด
แน่นอนสำหรับพนักงานใหม่ การเข้ามาทำงานในองค์กรแห่งหนึ่งย่อมมีความคาดหวังและความต้องการที่แตกต่างกัน หากแต่เมื่อเหตุผล เงื่อนไข และคุณสมบัติ เป็นที่ยอมรับกันได้ทั้งฝั่งนายจ้างและลูกจ้าง จึงนำไปสู่ข้อตกลงการจ้างงานในที่สุด
การได้รับคัดเลือกเข้าทำงานคงจะเป็นแค่ความรู้สึกแรก แต่คงไม่เพียงพอที่จะทำให้พนักงานมีความรู้สึกพึงพอใจในการอยู่ร่วมกับองค์กรในระยะยาวได้ เพราะเมื่อคนหลายคนมาอยู่ร่วมกัน ความสัมพันธ์ก็เกิดขึ้น ความรู้ความสามารถและประสบการณ์ที่ติดตัวมาของแต่ละคน เหมือนเป็นทุนตั้งต้น
สิ่งที่องค์กรต้องทำต่อคือ การสะสมทุนให้พอกพูนขึ้นในตัวพนักงานแต่ละคน ผ่านการฝึกอบรมและพัฒนาด้วยวิธีการต่างๆ โดยหวังว่าจะเกิดผลตอบแทนจากการลงทุน ทั้งที่เป็นตัวเงิน (รายได้) และที่ไม่อยู่ในรูปของตัวเงิน (ความผูกพัน)
ความรับผิดชอบหนึ่งของผู้บังคับบัญชาในระดับชั้นต่างๆ ตั้งแต่หัวหน้างานจนถึงผู้บริหารระดับสูง นอกจากการบริหารงานให้เสร็จและสำเร็จตามเป้าหมายที่กำหนดไว้แล้ว
ยังต้องบริหารคนที่ไม่มีอะไรเหมือนกันเลย ตั้งแต่ความรู้ ความคิด และจิตใจ ให้อยู่ร่วมกันและสร้างสรรค์พลังร่วม (Synergy) ให้เกิดขึ้นให้ได้ โดยอาจวัดจากความสามารถในการตอบสนองความต้องการพื้นฐานที่เรียกว่า ความพึงพอใจของพนักงาน แบ่งได้เป็นสองส่วนคือ
- ความปลอดภัย
- และขวัญกำลังใจ
ก่อนจะพัฒนาไปในขั้นสูงจนทำให้เกิดความรักและความผูกพันต่อองค์กร อาทิ ความภูมิใจ ความเชื่อมั่น ความมั่นคง ความก้าวหน้า และความท้าทาย เป็นต้น ฉะนั้นแผนงานและนโยบายใดๆ ที่มีผลกระทบไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อมแก่พนักงาน จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องนึกถึงความรู้สึกของพนักงานทุกครั้ง
การบริหารคน (ทรัพยากรบุคคลขององค์กร) ให้ประสบความสำเร็จนั้น จะต้องบริหารความรู้สึกของคนให้ได้ ซึ่งต้องใช้ทั้งศาสตร์และศิลป์ (Soft Side Management) เมื่อไรก็ตามที่สามารถบริหารคนในองค์กรโดยมีกฎ ระเบียบ ข้อห้าม น้อยเท่าใด ยิ่งสะท้อนความสำเร็จได้ดีเท่านั้น
จากการศึกษาองค์กรที่ละเลย เพิกเฉย หรือมองข้าม “ความรู้สึก” ของคน พบว่ามักจะแก้ปัญหาการบริหารคน ด้วยการออกกฎ ระเบียบ ประกาศ คำสั่ง ออกมามากมาย จนบางคราวก็ขัดแย้งกันเอง เป็นการบริหารในแบบอำนาจนิยม และใช้ตำแหน่งเข้าควบคุมสั่งการ
ในขณะที่องค์กรแบบเปิดกว้าง จะใช้วิธีการการสื่อสารแบบเปิดเผย เพื่อทำความเข้าใจ หาทางออกที่ลงตัว และสร้างความรู้สึกร่วม ซึ่งจะมีพลังและแก้ปัญหาที่สาเหตุ มากกว่าการแก้ที่อาการหรือแก้ปัญหาเฉพาะหน้าที่เป็นปลายเหตุ
ความรู้สึกที่พนักงานมีต่อองค์กร อาจเกิดขึ้นได้กับสิ่งที่มีตัวตนจับต้องได้ จนถึงสิ่งที่ไม่มีตัวตน อาทิ สภาพแวดล้อมการทำงาน ค่าจ้างค่าตอบแทน บรรยากาศการทำงานร่วมกัน การพัฒนาพนักงาน ลักษณะงาน การประเมินผลการปฎิบัติงาน ความสัมพันธ์ระหว่างคนทำงานด้วยกัน ช่องทางและวิธีการสื่อสาร ตลอดจนความรู้สึกเป็นห่วงเป็นใยต่อกัน ซึ่งความรู้สึกนี้ต้องใช้การสังเกต การฟัง และการสัมผัส มากกว่าแค่การพูด
เมื่อคนได้รับการดูแลเอาใจใส่ และบริหารแบบเป็นคน (ไม่ใช่เครื่องจักร) คนก็จะกลายเป็นทรัพยากรที่สำคัญ และเป็นสินทรัพย์ที่มีคุณค่าเพิ่มขึ้น ต่างจากเครื่องจักรที่แม้จะเป็นทรัพย์สินเหมือนกัน แต่ก็เสื่อมค่าไปในที่สุด และก็ต้องลงทุนไปจัดหามาใหม่เสมอ มาเริ่มต้นง่ายๆ ด้วยการบริหารความรู้สึกตัวเราก่อนเป็นไง
ที่มา : หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ โดย จำลักษณ์ ขุนพลแก้ว
ขอบคุณข้อมูลจาก สสส.
ขอบคุณภาพประกอบจาก google
วันอังคารที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2556
เทคนิคในการทำงานกับคนเจ้าปัญหา Techniques for working with Difficult People at Workplace
วันๆ เราต้องเจอกับผู้คนร้อยแปดประเภท เราไม่อาจเลือกคบกับคนที่มีลักษณะที่ตรงใจเราได้ ทว่าเมื่อไหร่ที่เราเรียกตัวเองว่ามืออาชีพ สิ่งที่เราต้องทำคือ สามารถทำงานกับคนได้ทุกรูปแบบ แม้กระทั่งคนเจ้าปัญหา
ฉะนั้นลองทำความเข้าใจกับพวกเขาเหล่านี้และทำงานตรงหน้าให้เสร็จดีกว่า
- ทำใจปล่อยวาง การทำงานร่วมกับคนที่เราไม่สามารถควบคุมให้เป็นอย่างที่ต้องการได้คงไม่มี อะไรทำง่ายกว่าทำใจ ลำพังแค่จัดการกับชีวิตของตัวเองให้เป็นอย่างที่เราต้องการก็เป็นเรื่องยาก พอแล้ว ฉะนั้นไม่ต้องพูดถึงเรื่องเปลี่ยนแปลงให้คนอื่นเป็นไปอย่างที่เราต้องการ เมื่อเราปล่อยวางเรื่องของคนอื่นแล้ว ชีวิตก็จะมีเรื่องให้เครียดน้อยลงไปอีก
- คิดเสียว่ามาทำงาน การมาทำงานย่อมต้องเจอกับคนสารพัดรูปแบบ เมื่อเข้ามาในออฟฟิศก็ขอให้ถอดหัวใจเก็บเอาไว้ก่อน แล้วบอกตัวเองว่านี่เป็นแค่ที่ทำงานแห่งหนึ่งเท่านั้น ไม่ใช่โลกทั้งใบของเรา และเมื่อไรที่ก้าวเท้าออกจากที่ทำงานก็ขอให้ทิ้งปัญหาไว้ตรงนั้น อย่าปล่อยให้มันไปรบกวนชีวิตอันแสนสุขของเราเด็ดขาด
- มองผู้อื่นด้วยใจเมตตา คนเราไม่มีใครแย่ไปหมดทุกอย่าง หากเราได้มีโอกาสมองจากมุมคนเจ้าปัญหา เราอาจพบปัญหาบางอย่างในชีวิตของเขา ที่อาจส่งผลให้เจ้าตัวต้องสร้างปัญหาให้กับคนรอบข้างก็ได้ คิดเสียว่ายังอย่างน้อยเราก็โชคดีที่ชีวิตของเราไม่ได้มีปัญหามากมายขนาดนั้น
- ถือเป็นบททดสอบทางจิตใจ การเจอเรื่องยากๆ แต่ละครั้งย่อมเป็นการทดสอบจิตใจของตัวเราว่าจะผ่านพ้นปัญหาเหล่านั้นไปได้ สวยงามแค่ไหน หากเราทนกับคนเจ้าปัญหาและยังสามารถทำงานร่วมกับพวกเขาได้ ก็ถือว่าสอบผ่านแบบทดสอบทางจิตใจที่จะทำให้เราเป็นคนใจเย็นขึ้น ใจกว้างขึ้น อดทนมากขึ้น
แล้วชีวิตการทำงานในวันข้างหน้าก็ย่อมง่ายขึ้นด้วย
ขอบคุณบทความดีๆจาก : Momypedia
ขอบคุณภาพประกอบจาก google
การบริหารความขัดแย้ง ด้วยคำว่า “ทัศนคติ” Conflict Management with the word " attitude "
Conflict Management with the word " attitude "
คงปฏิเสธไม่ได้ว่าความขัดแย้งเกิดขึ้นได้ในทุกวันของชีวิต โดยเฉพาะเมื่อคนเราต้องอยู่ร่วมกันเป็นสังคม หรือต้องทำงานร่วมกันเป็นกลุ่ม หากสมาชิกกลุ่ม มีความแตกต่างกันมากในหลายๆด้าน ตามพื้นฐานแล้วความขัดแย้งก็จะเกิดมากขึ้นตามลำดับ
ซึ่งกล่าวได้ว่าเป็นการยากมากที่คนเราจะทำงานร่วมกัน โดยปราศจากความขัดแย้งใดๆทั้งสิ้น จนมีคำกล่าว ที่ว่า “ความขัดแย้งเป็นสิ่งจำเป็นที่ต้องมีในชีวิต แต่ปัญหาไม่จำเป็นต้องมี” เพราะความขัดแย้งที่คงอยู่ในระดับหนึ่งอาจไม่ก่อให้เกิดปัญหา
นักบริหารที่จะสามารถบริหารงานแบบมืออาชีพได้นั้น ต้องให้ความสนใจในเรื่องของการบริหารงาน ควบคู่ไปกับการเรียนรู้ที่จะบริหารความขัดแย้งด้วยเช่นกัน เพราะในการบริหารงานทุกอย่าง ล้วนต้องเกี่ยวข้องกับความขัดแย้งอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ทั้งสิ้น
การบริหารความขัดแย้งให้ได้ประสิทธิผลนั้น จำเป็นต้องลด "อัตตา" หรือความเป็นตัวตนที่สูงเกินไป เปรียบเสมือน "คนตาบอด" มองไม่เห็นความผิดของตน ความไม่ดีของตน ไม่ยอมรับผิด มิหนำซ้ำยังกล่าวโทษผู้อื่นในทางที่เสียหาย
การที่จะทำให้คนที่มีอัตตาสูงยอมรับ ปรับเปลี่ยนทัศนคติได้นั้นมิใช่มาจากคำพูดของผู้อื่น แต่เป็นผลมาจาก ความคิดของเขาเอง ประกอบกับทัศนคติที่ต้องการเปลี่ยนความเป็นตัวตนของเขาด้วย
การบริหารความขัดแย้ง ไม่จำเป็นต้องพยายามควบคุมบังคับบุคคลอื่น ให้อยู่ในการควบคุมของเรา ในกรณีที่ขัดแย้งกับบุคคลที่มีความเป็นอัตตาสูงมากเกินไป แนะนำว่า "อย่าเปลี่ยนที่เขา ให้เปลี่ยนที่เราดีกว่า"
คำว่า "เปลี่ยนที่เรา" คือการเปลี่ยนที่ "ทัศนคติของเรา" ให้เกิดภาพบวกมากกว่าภาพลบ เพราะเปลี่ยนที่เรานั้น เปลี่ยนง่ายกว่าเปลี่ยนที่เขา ถ้าทุกฝ่ายคิดอย่างมีทัศนคติเชิงบวก ทุกอย่างจะเกิดสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงที่ลงตัวมากยิ่งขึ้น ดีมากขึ้น สิ่งแวดล้อมในการอยู่อาศัย และทำงานร่วมกันดีมากขึ้น
แทนที่เราจะต้องมานั่งทุกข์ใจ พยายามที่จะต้องวางแผนควบคุมผู้อื่น พยายามเปลี่ยนเขาซึ่งไม่ใช่เรื่องง่าย เราควรใช้เวลาเหล่านั้นมาบริหารทัศนคติของเราจะดีกว่า ถ้าทุกฝ่ายต่างบริหารทัศนคติที่ดีของตน ความขัดแย้งก็จะเกิดน้อยลง เป็นการบริหารความขัดแย้งที่บริหารได้จากจุดเริ่มต้นอย่างแท้จริง นั่นคือ “ทัศนคติ และตัวตนของเรา” นั่นเอง
บทความโดย : คุณนราชัย ปิมปา
ที่มา : iSoft Hotel
See more at : http://buff.ly/16nI3Cd
ขอบคุณภาพประกอบจาก google
วันอาทิตย์ที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2556
5 มารยาทในการทำงานที่ไม่ควรมองข้าม (Workplace Etiquette)
เราจำเป็นต้องทำงานอย่างมืออาชีพเพื่อทุกคนที่ทำงานร่วมกับเรา เกิดความเคารพในตัวเรา ไม่ว่าจะเป็น ลูกค้า เพื่อนร่วมงาน หรือแม้แต่ผู้จัดการ
แม้ว่าชีวิตการทำงานจะพบกับความเครียด แต่เราก็ต้องควบคุมอารมณ์ของเราให้ดีที่สุด เพราะเมื่อเราแสดงความโกรธและระบายความไม่พอใจของเราออกไป คนรอบข้างจะเกิดความรู้สึกไม่ดี และรู้สึกอึดอัดที่จะพูดคุยติดต่อกับคุณ
ทุกคนจึงควรได้รับการปลูกฝังในเรื่องการรู้จักตนเอง เพื่อให้เราสามารถควบคุมอารมณ์ของตนเองได้ดีขึ้น ด้วยหลัก 5 ประการในการสร้างมารยาทในการทำงาน ดังนี้
1.ไม่ควรนินทาลับหลังเพื่อนร่วมงาน เพราะมันไม่ส่งผลดีต่อตัวคุณเลย อาจก่อให้เกิดความขัดแย้ง และไม่ลงรอยกัน ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการทำงานร่วมกัน
2.ไม่ควรพูดคุยถึงเรื่องที่ไม่เกี่ยวข้องกับการทำงานในเวลางาน เจ้านายของคุณอาจมองว่าคุณเอาแต่คุย และไม่เป็นอันทำงาน ดังนั้น ควรเก็บเรื่องส่วนตัวของคุณไว้คุยในช่วงพักกลางวัน หรือหลังเลิกงานจะดีกว่า
3.ไม่ควรให้คำแนะนำแก่เพื่อนร่วมงานโดยที่เขาไม่ได้เรียกร้อง และไม่ควรเข้าไปข้องเกี่ยวกับชีวิตส่วนตัวของผู้อื่น
4.ไม่ควรพูดถึงปัญหาสุขภาพของตนเอง เพราะมันอาจส่งผลกระทบต่อโอกาสในการเลื่อนขั้นของคุณ หากจำเป็นต้องพูดถึงเรื่องปัญหาสุขภาพที่ส่งผลกระทบต่อการทำงาน คนเดียวที่คุณจะพูดด้วยก็คือ ผู้จัดการฝ่ายบุคคล
5.ในยุคที่ social network กำลังแพร่หลาย คุณควรระวังการโพสต์ข้อความต่าง ๆ ในเฟซบุ๊ค หรือบล็อกของคุณ และควรมั่นใจว่าข้อความหรือรูปที่อัพโหลดขึ้นไปจะไม่ส่งผลกระทบใด ๆ ต่อหน้าที่การงานของคุณ
มารยาทในการทำงานที่ดีนั้นมีความสำคัญอย่างมากต่อชีวิตการทำงานของทุกคน คงไม่ใช่เรื่องยากเกินไปที่คุณจะรักษามารยาททั้ง 5 ข้อนี้ไว้ให้มั่น เพื่อให้ชีวิตการทำงานของคุณนั้นราบรื่นและยาวนาน
ที่มา : jobs DB
วันพุธที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2556
เทคนิคการรับโทรศัพท์ให้ประทับใจ Makes Great First Impression When Customers Call
Makes Great First Impression When Customers Call
แม้ว่าการรับโทรศัพท์จะเป็นการสื่อสารที่ไม่เห็นหน้ากัน แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะลดความมีมารยาทของเราให้น้อยลง สำหรับงานโอเปอเรเตอร์นั้นในการรับโทรศัพท์ เราต้องสร้างความประทับใจให้กับคู่สนทนาของเราให้มากที่สุด เพื่อให้เกิดทัศนคติที่ดีต่อการติดต่อธุระกับทางบริษัท โดยเทคนิคการรับโทรศัพท์ให้ประทับใจ มีขั้นตอนง่าย ๆ ดังนี้
เตรียมอุปกรณ์ให้พร้อม
ในการรับโทรศัพท์อาจจะต้องมีการตอบข้อซักถาม หรือฝากข้อความไว้ เราต้องเตรียมอุปกรณ์ที่จำเป็นต้องใช้ ไม่ว่าจะเป็น ปากกา กระดาษ เพื่อใช้ในการจดชื่อบุคคล เบอร์ติดต่อกลับ วัตถุประสงค์ในการติดต่อ เป็นการป้องกันไม่ให้ลืม และเกิดความผิดพลาดในการรับข้อมูล และต้องมั่นใจด้วยว่าอุปกรณ์ที่เราใช้ในการสื่อสาร เช่น โทรศัพท์นี้มีความพร้อมในการใช้งาน เพราะหากไม่เป็นเช่นนั้นแล้วก็อาจจะทำให้เกิดปัญหาในการติดต่อสื่อสารได้ โดยอาจทำให้ได้รับสัญญาณที่ไม่ชัดเจนอันจะเป็นอุปสรรคในการรับข้อมูลได้เช่นกัน
แจ้งชื่อองค์กรให้ทราบ
ควรแจ้งให้ปลายสายทราบถึงชื่อองค์กร ตำแหน่งหน้าที่ และชื่อของเรา โดยที่ไม่ต้องให้เขาเป็นผู้เอ่ยถาม เพราะหากมีการโทรผิดเข้ามาเขาก็จะได้รู้ได้ทันที หรือเพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกในการโทรศัพท์เข้ามาติดต่องาน และยังเป็นไปตามหลักการการรับโทรศัพท์ที่ดีอีกด้วย
รู้จักควบคุมอารมณ์
อารมณ์ที่ขุ่นเคืองเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่หากเราสามารถที่จะควบคุมได้ก็จะส่งผลดีต่อการรับโทรศัพท์ให้เกิดความประทับใจไม่น้อย อีกทั้งอาจจะมีบางครั้งที่ลูกค้าหรือผู้ที่โทรเข้ามาติดต่อธุระอาจจะสร้างความรำคาญหรือก่อกวนจนทำให้เรารู้สึกหงุดหงิด แต่เราก็ต้องรู้จักควบคุมอารมณ์ให้เป็นปรกติมากที่สุด ไม่ให้เขารู้ว่าเรากำลังรู้สึกรำคาญเขา เมื่อเราอารมณ์ขุ่นมัวน้ำเสียงที่สื่อออกไปก็จะไม่แจ่มใส ไม่น่าฟัง คนที่ปลายสายก็สามารถรับรู้ได้ทันทีว่าคุณกำลังอารมณ์ไม่ดี และเขาก็คงไม่กล้าที่จะโทรกลับมาเป็นครั้งที่สอง หรือเอาเรื่องของเราไปนินทา จนทำให้บริษัทเสียชื่อว่าให้การบริการที่ไม่ดี แม้กระทั่งการรับโทรศัพท์
คุยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล ชวนฟัง
นอกจากจะต้องรับโทรศัพท์ด้วยอารมณ์ที่แจ่มใสแล้ว น้ำเสียงที่ใช้ในการสนทนาก็เป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างมากในการคุยโทรศัพท์ ควรปรับโทนเสียงให้นุ่มนวล ไม่เร็วหรือช้าเกินไป เพราะจะทำให้ผู้ฟังเกิดความรำคาญ หรือฟังไม่ทันนั่นเอง ท่านั่งก็มีผลต่อน้ำเสียงที่ใช้รับโทรศัพท์ น้ำเสียงที่ดีจะมาจากการนั่งตัวตรง ไม่ควรนั่งเท้าคาง หรือเอนหลังเวลารับโทรศัพท์ และสิ่งที่จะลืมไม่ได้เลยในการรับโทรศัพท์ คือ ห้ามเคี้ยวหรืออมสิ่งใดไว้ในปาก เพราะนั่นไม่เพียงเป็นการเสียมารยาทเท่านั้น แต่ยังเป็นการไม่ให้เกียรติผู้ฟังอีกด้วย
รับฟังด้วยความตั้งใจ
ในการรับโทรศัพท์ เราควรรับฟังด้วยความตั้งใจ ควรตอบรับด้วยคำว่า “ครับ / ค่ะ” กับคำพูดของปลายสาย แม้ว่าในบางครั้งเขาจะเป็นฝ่ายที่พูดอยู่ฝ่ายเดียวโดยไม่มีการโต้ตอบเลยก็ตาม เพื่อให้ผู้ที่โทรศัพท์ติดต่อเข้ามาทราบว่าคุณกำลังฟังเขาอยู่ด้วยความตั้งใจ อีกทั้งเมื่อเราฟังด้วยความตั้งใจเป็นอย่างดีแล้ว ก็จะมีโอกาสน้อยมากที่เราจะพลาดประเด็นสำคัญในการสนทนา
วางสายอย่างมีมารยาท
อย่าทำให้การสนทนาที่เป็นไปได้ด้วยดีจบลงด้วยการวางสายที่ไม่มีมารยาท เมื่อการสนทนาสิ้นสุดลง เราควรรอให้ปลายสายเป็นผู้วางสายจบการสนทนาก่อน และไม่ควรเผลอวางโทรศัพท์แรง เพราะนั่นจะทำให้คู่สนทนาเกิดความรู้สึกไม่ดีกับการคุยโทรศัพท์กับคุณได้ เราควรรักษาความประทับใจในการรับโทรศัพท์ตั้งแต่วินาทีแรกจนกระทั่งวินาทีสุดท้ายของการพูดคุย
ไม่เพียงแต่จะต้องสื่อสารให้ได้ประเด็นในการสื่อสารครบถ้วนเท่านั้น แต่การสนทนาทางโทรศัพท์จะต้องเป็นไปด้วยความประทับใจด้วย เพื่อให้เกิดความเข้าใจอันดีต่อกันทั้งทางด้านข้อมูลและการสื่อสารที่ตรงตามวัตถุประสงค์นั่นเอง
ที่มา : jobsDB
ข้อมูลเพิ่มเติมจาก : The Phone Coach
What can you do to make a good first impression when a current or future customer calls your organization?
In many situations the first impression takes place during a phone call. Unfortunately many organizations do not take advantage of this opportunity to create a powerful first impression. There are two main reasons that this happens.
The first reason a good first impression is often missed on a phone call is the lack of proper customer service procedures that place an emphasis on call scripting and consistency. While most companies take the time to show their team members how to operate their phone systems, very few instruct them how to answer the phone properly, and even fewer have established telephone scripts to instruct employees exactly how to answer the phone and respond the customer’s call.
Consistency is paramount when it comes to providing exceptional telephone customer service. You cannot afford to greet current and future customers differently each time they call. Your organization has a brand image and part of that image is how the customer is greeted when they call. If the customer is greeted differently (sometimes good, sometimes bad) every time they call, your brand will quickly lose value in the customer’s mind and they will wonder what version of your organization they will receive each time they call.
The second reason many organizations miss the opportunity to create an excellent first impression is that it has the wrong people answering the phones. Let’s face it… not everyone is cut out to provide great customer service, and not everyone will enjoy answering the phones.
5 เรื่องที่ไม่ควรพูดกับเพื่อนร่วมงานของคุณ 5 Things Never to Say to Your Co-Workers
5 Things Never to Say to Your Co-Workers
“5 สิ่งที่ไม่ควรพูดในที่ทำงาน” เพราะเดี๋ยวจะเกิดปัญหาตามมาในภายหลัง เพราะตามลำพังในชีวิตการทำงานนั้น แค่เรื่องงานก็ยุ่งมากพออยู่แล้ว และก็หมดแรงหมดกำลังสมองกันมากพอแล้ว อย่าให้ต้องมาเจอกับปัญหาเรื่องอื่นๆอีก
1. อย่าพูดเรื่องเงินเดือน เป็นที่รู้ๆกันดีอยู่ว่าเรื่องเงินนั้นไม่เข้าใครออกใคร การที่พูดคุยกับเพื่อนร่วมงานถึงเรื่องเงินเดือนอาจทำให้เกิดการเปรียบเทียบ เช่น “ชั้นทำงานหนักกว่าเธอ ทำไมเธอได้เยอะกว่าชั้น” เกิดความไม่พอใจ และรู้สึกอิจฉาขึ้นมาก็ได้ในกรณีที่เราได้เงินเดือนมากกว่าเค้า หรือแม้ว่าตัวคุณเองจะได้เงินเดือนน้อยกว่าเค้าก็ตาม
2. อย่าพูดเรื่องส่วนตัว การแชร์เรื่องส่วนตัวเป็นส่วนหนึ่งของมิตรภาพ ไม่ได้บอกว่าห้ามพูดเลย แต่สิ่งที่อยากจะแนะนำคือ “รู้ว่าอะไรควรเล่า ไม่ควรเล่า” พูดง่ายๆก็คือเปิดเผยอย่างแต่เพียงผิวเผิน และรู้ว่าพูดกับใครได้ เช่น บ้านอยู่ไหน พ่อยังอยู่ แม่เสียแล้ว มีลูกกี่คน อะไรประมาณนี้ ไม่ใช่ถึงขั้นเผยเบื้องหลังชีวิตของคุณให้เค้ารู้หมด เพราะนอกจากจะโดนคนอื่นวิจารณ์ชีวิตส่วนตัวเราแล้วอย่างเลี่ยงไม่ได้แล้ว ข้อมูลที่เราเปิดมากเกินไปอาจย้อนมาเป็นเครื่องมือให้คนอื่นทำร้ายเราในอนาคตก็ได้
3. อย่าพูดถึงผู้บริหารกับคนในบริษัทเดียวกัน เรื่องพูดถึงผู้บริหารก็คงจะต้องมีอยู่แล้ว เพราะขนาดตอนเรียนก็ยังพูดถึงอาจารย์เลยจริงไหม สำหรับเรื่องนี้หนุ่มๆอาจไม่ค่อยเป็น เพราะพื้นฐานผู้ชายไม่ค่อยชอบพูดเรื่องคนอื่นเท่าไหร่นักอยู่แล้ว (แล้วถ้าเป็นผู้ชายที่ชอบพูดเรื่องคนอื่นล่ะ?) พึงระลึกถึงข้อนี้เอาไว้ก็ไม่เสียหาย เพราะเราไม่รู้ว่าคนที่เราพูดด้วยน่ะ เค้าจะดีกับเราไปอีกนานแค่ไหน ถ้าเกิดผิดใจกันเมื่อไหร่ เค้าสามารถเอาสิ่งที่เราพูดไปพูดต่อจนเข้าหูผู้บริหารก็ได้ ถึงคราวนี้ล่ะ ความเดือดร้อนก็จะเกิดขึ้นกับคุณแน่นอน
4.อย่าพูดถึงเพื่อนร่วมงาน คล้ายๆกับอย่าพูดถึงผู้บริหารนั่นแหละ จำไว้เสมอว่าหากมีเรื่องไม่ชอบใจหรือไม่พอใจกับคนในบริษัท “เก็บไว้พูดกับคนที่บ้านจะปลอดภัยที่สุด“
รวมไปถึงการตั้งสเตตัสบนเฟซบุ๊คด้วย แม้ว่าจะเป็นพื้นที่ส่วนตัวก็จริง แต่ก็มีความเป็นสาธารณะอยู่มากเช่นกัน ที่สำคัญมันเป็นแค่ตัวหนังสือที่สามารถถูกตีความได้สารพัด ถ้าเพื่อนมาเห็นแล้วเอาไปตีความในแง่ร้าย(กว่าเดิม) เรื่องจะบานปลายได้
5.อย่าพูดแซวไปเรื่อย คุณอาจจะเป็นคนที่ตระหนักถึงตัวเองดีว่าเป็นคนปากไว แซวไปเรื่อย ทั้งๆที่ใจไม่ได้คิดอะไร แต่บางคนเค้าอาจรำคาญคุณอยู่แต่ไม่พูดก็ได้ จะแซวก็แซวเฉพาะเพื่อนที่สนิทหรือคนที่คุ้นเคยจริงๆ และต้องดูกาละเทศะเป็นสำคัญ อย่าลามปามไปถึงแซวหัวหน้าหรือเพื่อนร่วมงานที่แก่กว่าหรือแซวเพื่อนขณะประชุมอยู่เพราะอยากจะสร้างบรรยากาศให้เครียดน้อยลง แต่ในความเป็นจริงแล้วคนเค้าไม่ได้เอนจอยกับความหวังดีของคุณซะทุกคนหรอก
ถ้าจะพูดถึงสิ่งที่ไม่ควรทำในที่ทำงานนั้น ยังมีอีกมากมาย เพราะในบริษัทๆนึงนั้นเต็มไปด้วยคนหลากหลายและทำในสิ่งที่ตัวเองคิดว่าดีแล้ว แต่ในความเป็นจริงนั้นไม่ควรทำอย่างมาก เลยอยากนำ 5 ข้อที่พูดมา เตือนทุกคนให้ย้อนถามตัวเองว่าเราเป็นแบบนั้นหรือเปล่า ของแบบนี้กันไว้ดีกว่าแก้ หรือถ้าบางคนมีนิสัยแบบนี้ ก็ควรเปลี่ยนพฤติกรรมเสียใหม่ก็ยังไม่สายเกินแก้ไข
Posted in ข้อคิดการใช้ชีวิต
ที่มา : mthai.com
วันอังคารที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2556
การปรับพฤติกรรมเพื่อสร้างจิตสำนึกในการให้บริการ หรือ Service Mind
ไม่ว่าอาชีพใดๆ ก็ตามทุกอาชีพย่อมต้องพบเจอกับ“ลูกค้า”ที่มาใช้บริการ ต่างกันตรงที่ว่า
- จะเป็นลูกค้าภายใน (บุคคลที่อยู่ในหน่วยงานหรือองค์การเดียวกัน)
เช่นลูกค้า ของฝ่ายคอมพิวเตอร์ฝ่ายบุคคลคือผู้ใช้บริการ (User) ที่อยู่ภายในองค์การเดียวกัน
- หรือลูกค้าภายนอก (บุคคลที่อยู่ภายนอกหน่วยงานหรือองค์การ)
แต่สำหรับลูกค้าของฝ่ายขายนั้นมักจะเป็นลูกค้าจากภายนอกที่มาซื้อสินค้าหรือใช้บริการ
เมื่อลูกค้ามาติดต่อกับคุณ คุณจะแสดงพฤติกรรมอย่างไรกับลูกค้าของคุณเอง
- บางคนไม่สนใจหรือใส่ใจ เมื่อลูกค้ามาติดต่อด้วย ปล่อยให้ลูกค้ายืนรอโดยไม่มีการสอบถามหรืออาสาให้ความช่วยเหลือ
- บางคนไม่รู้ว่าโกรธใครมาจากไหน จนทำให้ต้องระบายอารมณ์กับลูกค้าของตนโดยการพูดจาแบบมะนาวไม่มีน้ำ ทำสีหน้ารำคาญเมื่อ ลูกค้าสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม ซึ่งเป็นพฤติกรรมทางด้านลบ (Negative Behavior) ที่แสดงต่อลูกค้า
- แต่ในทางตรงกันข้ามบางคนจะมีพฤติกรรมทางด้านบวก (Positive Behavior) โดยการพูดจาไพเราะสุภาพ และอาสาช่วยเหลือลูกค้าต่าง ๆ นาๆ
การแสดงพฤติกรรมต่อลูกค้านั้นจะเกิดขึ้นจากการมี “จิตสำนึกของการให้บริการ (Service Mind)”
ซึ่งเป็นการแสดงออกถึงความตระหนักและเข้าใจในบทบาทและความรับผิดชอบที่ต้องตอบสนองต่อความต้องการ ของลูกค้า (ภายในและภายนอกองค์กร) รวมทั้งการแสดงออกที่จะช่วยเหลือ และให้ความร่วมมือแก่ลูกค้า
ทั้งนี้จิตสำนึกของการให้บริการนั้นจะเป็นความสามารถ (Competency) อย่างหนึ่งซึ่งโดยส่วนใหญ่จะเป็น ความสามารถหลัก (Core Competency) ที่องค์กรคาดหวังให้พนักงานมีความสามารถด้านนี้เหมือนกันทุกคน ทุกระดับตำแหน่งงาน
และความสามารถด้าน “ จิตสำนึกของการให้บริการ ” ได้เป็นปัจจัยหนึ่ง ที่ใช้ในการวัดหรือประเมินผลการปฏิบัติงาน โดยจะเป็นแบ่งเป็นพฤติกรรมตามระดับที่แตกต่างกัน ดังนี้
ระดับลักษณะพฤติกรรม
1. (ต่ำกว่ามาตรฐานที่กำหนดอย่างมาก)
• ทำภารกิจส่วนตัวก่อนเสมอ โดยให้ลูกค้ารอการให้บริการจากตนเอง
• ไม่รับฟังข้อร้องเรียนต่าง ๆ ในการให้บริการของตนเองจากลูกค้า
• แสดงกิริยาท่าทาง และน้ำเสียงไม่พอใจบ่อยครั้งเมื่อลูกค้าซักถามข้อมูลในรายละเอียด
2. (ต่ำกว่ามาตรฐาน ที่กำหนด)
• ช่วยเหลือลูกค้าตามความจำเป็น หรือเท่าที่มีการร้องขอ
• ให้ข้อมูล หรือตอบข้อซักถามต่าง ๆ แก่ลูกค้าได้ไม่ละเอียด
• แสดงกิริยาท่าทาง และน้ำเสียงไม่พอใจเป็นบางครั้งเมื่อลูกค้าซักถามข้อมูลในรายละเอียด
3. (ตามมาตรฐาน ที่กำหนด)
• ยิ้มแย้มแจ่มใสในการให้ข้อมูล หรือตอบข้อซักถามต่าง ๆ แก่ลูกค้า
• ให้ข้อมูล หรือตอบข้อซักถามต่าง ๆ แก่ลูกค้าได้อย่างถูกต้องชัดเจน
• รับฟัง หาสาเหตุและแนวทางแก้ไขข้อร้องเรียนต่าง ๆ ในการให้บริการของตนเองจากลูกค้า
4. (สูง/เกินกว่ามาตรฐานที่กำหนด)
• ควบคุมอารมณ์และบุคลิกภาพได้อย่างเหมาะสม เมื่อลูกค้าแสดงกิริยาท่าทางและน้ำเสียงไม่พอใจ
• ให้คำแนะนำแก่ลูกค้าถึงบุคคล หรือสถานที่ที่ควรติดต่อ หากตนเองไม่สามารถให้บริการหรือให้ข้อมูลใด ๆ
• พัฒนาและปรับปรุงตนเองเสมอในการให้บริการแก่ลูกค้า
5. (สูง/เกินกว่ามาตรฐานที่กำหนดอย่างมาก)
• เสนอที่จะให้ความช่วยเหลือแก่ลูกค้าก่อนเสมอ
• เป็นตัวแทนของหน่วยงาน / องค์กรในการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ และถ่ายทอดหลักปฏิบัติ
ในการให้บริการแก่ลูกค้า
• สอนและให้คำแนะนำแก่สมาชิกภายในและภายนอกทีมในการควบคุมและแสดงกิริยาท่าทาง และน้ำเสียงที่เหมาะสมเมื่อเผชิญกับลูกค้าในรูปแบบต่าง ๆ
ที่มา : jobs DB
ขอบคุณภาพประกอบจาก : Incedo Group
วันจันทร์ที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2556
เคล็ดลับสู่ความสำเร็จ: 10 วิธีเพื่อการตัดสินใจที่ดีกว่า Tips for Success : 10 ways to make better decisions
หลักการที่ได้รับการพิสูจน์แล้วต่อไปนี้จะช่วยให้คุณฉลาดเลือก
ชีวิตคนเราล้วนเต็มไปด้วยการตัดสินใจ ตั้งแต่เรื่องเล็กๆน้อยๆไปถึงเรื่องใหญ่ที่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงชีวิต การเลือกขึ้นอยู่กับตัวตนของเราแต่ละคน แต่บางครั้งเราก็ตัดสินใจผิดพลาด เป็นเหตุให้ตัวเองไม่มีความสุขหรือเฝ้าแต่เสียใจ แล้วหลักการทางวิทยาศาสตร์จะช่วยได้ไหม
แม้พวกเราส่วนใหญ่จะไม่รู้ถึงกระบวนการทางอารมณ์ที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังการตัดสินใจ แต่โชคดีว่าสิ่งที่นักจิตวิทยาและนักประสาทชีววิทยาค้นคว้าอยู่อาจช่วยให้พวกเราตัดสินใจเลือกได้ดีขึ้น และต่อไปนี้คือการค้นพบที่น่าทึ่งหลายอย่าง ซึ่งเรานำมาบอกเล่าเพื่อช่วยการตัดสินใจของคุณ
1 อย่ากลัวผลที่จะตามมา
ไม่ว่าจะเป็นการเลือกระหว่างรถใหม่กับบ้านหลังใหญ่ขึ้น หรือจะแต่งงานดีไหม การตัดสินใจแทบทุกครั้งของเราเกี่ยวเนื่องกับการประเมินอนาคต เราจินตนาการว่าการเลือกจะทำให้เรารู้สึกอย่างไร ปกติ เราจะเอนเอียงไปทางตัวเลือกซึ่งคิดว่าจะทำให้เรามีความสุขที่สุด ปัญหาของการประเมินด้วยความรู้สึกคือเรายังคาดการณ์ไม่เก่งพอ
ปกติ คนมักประเมินอิทธิพลของผลลัพธ์จากการตัดสินใจทั้งที่ดีและไม่ดีสูงเกินจริง "ผลลัพธ์ที่เป็นความสุขของเหตุการณ์ส่วนใหญ่จะจืดจางและสั้นกว่าที่คนส่วนมากนึก" ดาเนียล กิลเบิร์ต นักจิตวิทยาจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด กล่าว นี่เป็นความจริงในทุกเรื่องไม่ว่าเรื่องเล็กๆอย่างเช่นไปร้านอาหาร หรือเรื่องใหญ่อย่างเช่นตกงาน
ปัจจัยสำคัญที่นำเราไปสู่การประเมินที่ไม่ดีคือ รังเกียจการสูญเสีย หรือความเชื่อว่า การสูญเสียนำความเจ็บปวดมาให้มากกว่าความพึงใจที่ได้รับ แต่กิลเบิร์ตชี้ว่าแม้ความรังเกียจการสูญเสียจะส่งผลต่อการเลือก แต่เมื่อเจอความสูญเสียจริงๆ คนกลับพบว่าเจ็บปวดน้อยกว่าที่คาดเอาไว้มากนัก
ดังนั้นแทนที่จะมัวนึกว่าผลลัพธ์จะทำให้เรารู้สึกอย่างไร ลองหาใครสักคนที่ตัดสินใจเหมือนเราแล้วดูว่าเขารู้สึกอย่างไร อย่าลืมว่าไม่ว่าอนาคตจะเป็นเช่นไร มันอาจทำให้เราทุกข์หรือสุขน้อยกว่าที่เรานึกไว้ก็เป็นได้
2 เชื่อสัญชาตญาณของตัวเอง
แม้เรามักจะเชื่อว่าการตัดสินใจที่ดีนั้นต้องใช้เวลา แต่บางครั้ง การตัดสินใจตามสัญชาตญาณก็ดีได้เหมือนกันแม้จะไม่ดีกว่าจานีน วิลลิสและอเล็กซานเดอร์ โทโดรอฟจากมหาวิทยาลัยพรินส์ตันพบว่า เราตัดสินความสามารถ ความน่าเชื่อถือ ความก้าวร้าว ความน่าคบหา และเสน่ห์ดึงดูดใจของคนคนหนึ่งภายในเวลาหนึ่งในพันวินาทีที่เห็นใบหน้าใหม่ เมื่อให้เวลามองนานขึ้นจนถึงหนึ่งวินาที นักวิจัยพบว่าผู้สังเกตการณ์แทบไม่ทบทวนความเห็นของตน แต่เริ่มมั่นใจยิ่งขึ้นกับการตัดสินใจปุบปับนั้น
แน่นอนว่าข้อมูลที่เพิ่มขึ้นสามารถช่วยให้เราตัดสินใจอย่างมีเหตุมีผลได้ แต่ก็ดูขัดแย้งกันพิกลที่บางครั้งยิ่งได้ข้อมูลมาก เรากลับยิ่งเชื่อสัญชาตญาณตัวเอง
อัพ ไดค์สเตอร์ฮุสจากมหาวิทยาลัยรัดบาวด์ในเนเธอร์แลนด์พบว่า เวลาเลือกซื้อของง่ายๆเช่นเสื้อผ้า ผู้ซื้อจะพอใจกับการตัดสินใจมากขึ้นเมื่อผ่านไปสองถึงสามสัปดาห์หลังได้ชั่งน้ำหนักตัวเลือกอื่นๆแล้ว แต่สำหรับการซื้อของที่ซับซ้อนกว่าอย่างเช่น เฟอร์นิเจอร์ คนที่เชื่อสัญชาตญาณของตัวเองลงเอยด้วยความสุขมากกว่า
ไดค์สเตอร์ฮุสสรุปว่าการตัดสินใจโดยสัญชาตญาณยังนำไปปรับใช้ได้ผลดีกับเรื่องอื่นๆนอกจากการซื้อสินค้าในห้างเช่นเรื่อง บริหารจัดการและการเมือง
3 อารมณ์ก็มีส่วน
คุณอาจคิดว่าอารมณ์คือศัตรูของการตัดสินใจ แต่ความจริงอารมณ์นี่แหละคือส่วนสำคัญยิ่ง เมื่อใดก็ตามที่คุณตัดสินใจ ระบบลิมบิกหรือศูนย์ควบคุมอารมณ์ของสมองกำลังจะทำงาน อันโตนิโอ ดามาชิโอ นักประสาทชีววิทยาแห่งมหาวิทยาลัยเซาท์เทิร์นแคลิฟอร์เนีย ศึกษาคนที่สมองส่วนควบคุมอารมณ์เกิดความเสียหาย และพบว่าคนเหล่านั้นไม่สามารถตัดสินใจเรื่องพื้นๆ เช่นว่าจะสวมชุดอะไรหรือกินอะไรได้ ดามาชิโอสันนิษฐานว่าที่เป็นเช่นนี้อาจเป็นเพราะสมองคนเราเก็บความทรงจำที่เป็นความรู้สึกของการเลือกในอดีต ซึ่งเรานำมาแจ้งให้การตัดสินใจในปัจจุบันรับรู้
อย่างไรก็ดี การเลือกภายใต้อิทธิพลของอารมณ์อาจส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อผลลัพธ์ ดูอารมณ์โกรธเป็นตัวอย่าง การศึกษาโดยนิติกา การ์จแห่งมหาวิทยาลัยมิสซิสซิปปี เจฟฟรีย์ อินมาน และไวคาส มิตทัลจากมหาวิทยาลัยพิตส์เบิร์กพบว่า ผู้บริโภคที่กำลังโกรธมีแนวโน้มว่าจะเลือกสิ่งแรกที่ตนได้รับการเสนอมากกว่าจะพิจารณาตัวเลือกอื่นๆ ดูเหมือนโทสะอาจทำให้เราหุนหัน เห็นแก่ตัว และอยู่ในภาวะเสี่ยง
อารมณ์ทุกอย่างส่งผลต่อการคิดและแรงจูงใจของเรา จึงควรหลีกเลี่ยงการตัดสินใจสำคัญภายใต้อิทธิพลของอารมณ์ แต่น่าแปลกที่มีอารมณ์อย่างหนึ่งซึ่งดูจะช่วยให้เราเลือกได้ดี นักวิจัยอเมริกันพบว่าคนซึมเศร้าใช้เวลาพิจารณาตัวเลือกหลากหลายและลงเอยด้วยการเลือกสิ่งดีที่สุด งานวิจัยหลายฉบับชี้ว่าคนซึมเศร้ายอมรับโลกตามความเป็นจริงอย่างที่สุด นักจิตวิทยาถึงกับเรียกพฤติกรรมนี้ว่าสัจนิยมแบบซึมเศร้า
4 หัดสอบสวนตัวเองบ้าง
เคยเถียงกับใครบางคนด้วยเรื่องไม่เป็นเรื่องแล้วหงุดหงิดเพราะพวกเขาเอาแต่ยกหลักฐานที่สนับสนุนความเห็นของตัวเองและไม่สนใจสิ่งที่อยู่ตรงกันข้ามบ้างไหม นี่เป็นความลำเอียงเข้าข้างตัวเองที่มีกันทุกคน ความลำเอียงแบบนี้จะกลายเป็นปัญหาถ้าเราเชื่อว่าตัดสินใจด้วยการชั่งน้ำหนักตัวเลือกต่างๆแล้ว แต่ความจริงเรามีความเห็นที่ชอบมากซึ่งเราอยากหาเหตุผลสนับสนุน
การจะเลือกตัดสินใจให้ดี คุณต้องทำมากกว่ายึดมั่นอยู่กับข้อเท็จจริงและตัวเลขที่ชอบมากที่สุด การค้นหาหลักฐานที่พิสูจน์ได้ว่าคุณผิด เป็นสิ่งที่เจ็บปวด "บางทีการรับรู้ว่าเราอาจเป็นคนไม่เที่ยงตรงก็มากพอแล้ว" เรย์มอนด์ นิกเคอร์สัน นักจิตวิทยาที่มหาวิทยาลัยทัฟต์ กล่าว "แค่รับรู้ว่ามีความลำเอียงแบบนี้ และเราทุกคนอยู่ใต้อิทธิพลของมันก็น่าจะเป็นเรื่องดี" เราอาจมองในแบบเข้าข้างตัวเองน้อยลงและเลือกด้วยความถ่อมตนมากขึ้น
5 อย่าหลงเชื่ออะไรง่ายๆ
บางครั้ง การตัดสินใจของเราอาจยึดติดกับข้อเท็จจริงและตัวเลขที่ไม่เกี่ยวข้องกัน ในงานวิจัยดั้งเดิมที่เสนอทฤษฎี "ความโน้มเอียงที่จะใช้ข้อมูลเบื้องต้นในการตัดสินใจ" คาห์นีมานกับอามอส ทเวอสกีขอให้ผู้ร่วมทำวิจัยประเมินจำนวนร้อยละของประเทศแอฟริกาในสหประชาชาติ ก่อนตอบคำถาม พวกเขาจะต้องหมุนวงล้อซึ่งมีตัวเลขไล่ตั้งแต่ศูนย์ถึง 100 แล้วระบุว่าตัวเลขที่ออกสูงหรือต่ำกว่า ผู้เข้าร่วมไม่ทราบว่าวงล้อถูกตั้งให้หยุดที่เลขสิบหรือไม่ก็ 65 ซึ่งตัวเลขนี้ไม่เกี่ยวกับคำถาม แต่ผลที่มีต่อคำตอบกลับน่าแปลก โดยเฉลี่ยผู้ร่วมตอบคำถามที่หมุนวงล้อได้เลขสิบจะให้คำตอบโดยประมาณที่ร้อยละ 25 ส่วนผู้ที่หมุนวงล้อได้เลข 65 ตอบว่าร้อยละ 45 ดูเหมือนตัวเลขคำตอบจะมากน้อยตามตัวเลขบนวงล้อ
เรื่องแบบเดียวกันนี้เกิดขึ้นทุกครั้งที่เราเห็นคำว่า "ลดราคา" ในร้าน ราคาเดิมทำหน้าที่เหมือนข้อมูลเบื้องต้นซึ่งเมื่อเทียบแล้วราคาถูกลง ทั้งที่จริงก็แพงอยู่ดี เราจะเอาชนะความโน้มเอียงนี้ได้อย่างไร "ยากมาก" ทอม จิโลวิช นักจิตวิทยาแห่งมหาวิทยาลัยคอร์แนล กล่าว กลยุทธ์คือให้สร้างข้อมูลเบื้องต้นของคุณมาถ่วงดุล แต่กระนั้นก็ยังมีปัญหา "เพราะคุณไม่รู้ว่าตัวเองได้รับอิทธิพลแค่ไหนจากข้อมูลเบื้องต้น การสร้างข้อมูลขึ้นมาชดเชยจึงทำได้ยาก"
6 ระวังแรงกดดันทางสังคม
คุณอาจคิดว่าตัวเองเป็นคนมั่นคงที่ไม่หวั่นไหวกับอะไร แต่ไม่มีใครหรอกที่ปลอดจากแรงกดดันทางสังคม เมื่อปี 2514 การทดลองที่มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดจำต้องหยุดลงเมื่อนักศึกษากลุ่มหนึ่งซึ่งได้รับมอบหมายให้รับบทเป็นผู้คุมนักโทษเริ่มกระทำทารุณทางจิตใจต่อนักศึกษาอีกกลุ่มที่รับบทนักโทษ งานวิจัยฉบับอื่นๆแสดงให้เห็นว่ากลุ่มบุคคล ที่มีความคิดคล้ายๆกันมีแนวโน้มว่าจะชักชวนกันทำอะไรที่สุดโต่ง
จะเลี่ยงอิทธิพลด้านลบของแรงกดดันทางสังคมได้อย่างไร หากสงสัยว่าเรากำลังจะตัดสินใจเพราะคิดว่านั่นคือสิ่งที่เจ้านายคงจะต้องการ จงคิดใหม่ หากคุณเป็นสมาชิกในกลุ่ม อย่าทึกทักว่ากลุ่มรู้ดีที่สุด และถ้าทุกคนเห็นพ้องตามกัน จงรับบทเป็นฝ่ายตรงข้าม สุดท้าย ระวังสถานการณ์ที่คุณมีส่วนรับผิดชอบน้อย เพราะเป็นไปได้มาก ว่าคุณอาจเลือกอย่างไม่รับผิดชอบ
บางครั้งแรงกดดันทางสังคมอาจเป็นเรื่องดี กลุ่มนักวิจัยที่มหาวิทยาลัยแอริโซนาทดลองหาวิธีสนับสนุนทางเลือกที่เป็นมิตรต่อสภาพแวดล้อม โดยวางกระดาษไว้ในห้องพักโรงแรมซึ่งเขียนชวนให้แขกใช้ผ้าเช็ดตัวซ้ำโดยให้เหตุผลตั้งแต่เพื่อรักษาสภาพแวดล้อมเห็นแก่คนรุ่นหลังหรือแขกส่วนใหญ่ทำ ผลคือการทำตามแขกส่วนใหญ่จูงใจได้มากกว่าข้ออื่นถึงร้อยละ 30
7 มองจากมุมอื่นบ้าง
"ความโน้มเอียงที่จะคิดเป็นส่วนๆ" เมื่อตัวเลือกของเราบิดเบี้ยวไปด้วยวิธีการนำเสนอ อธิบายได้ว่า เหตุใดเราจึงเลือกซื้อขนมขบเคี้ยวที่ "ร้อยละ 90 ปลอดจากไขมัน" มากกว่าจะซื้อชนิดที่ "มีไขมันร้อยละสิบ" เราชอบตัวเลือกที่เกี่ยวข้องกับการได้และรังเกียจตัวเลือกที่เกี่ยวข้องกับการเสีย อีกปัจจัยคือเรามองตัวเลือกในฐานะส่วนหนึ่งของภาพรวมหรือมองแบบแยกส่วน
งานวิจัยซึ่งตีพิมพ์เมื่อปี 2549 เบเนเดตโต ดิมาร์ติโน และเรย์ โดลันจากมหาวิทยาลัยคอลเลจลอนดอนใช้เครื่องสแกนเอ็มอาร์ไอตรวจหาการตอบสนองของสมองต่อความโน้มเอียงที่จะคิดเป็นส่วนๆและพบว่ามีกิจกรรมมากมายเกิดขึ้นในส่วนอะมิกดาลาซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในศูนย์ควบคุมอารมณ์ของสมอง เมื่อคนคนหนึ่งเกี่ยวข้องกับข้อมูลที่ให้มาเป็นส่วนๆ คนที่โน้มน้าวใจได้ยากที่สุดก็มีกิจกรรมในส่วนนี้ของสมองมากพอๆกัน แต่พวกเขารู้จักกดการตอบสนองเชิงอารมณ์ขั้นแรกได้ดีกว่าด้วยการสร้างความเชื่อมโยงกับเปลือกสมองส่วนหน้าสุดตรงเบ้าตาและส่วนกลางซึ่งเป็นส่วนของสมองที่เชื่อมโยงอย่างแน่นแฟ้นกับส่วนอะมิกดาลาและส่วนอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับความคิดที่เป็นการใช้เหตุผล คนที่สมองส่วนนี้ถูกทำลายมีแนวโน้มจะเป็นคนหุนหัน
ดิมาร์ติโนกล่าวว่าเราไม่อาจเพิกเฉยต่อการนำเสนอข้อมูลเป็นส่วนๆได้ แต่ข้อสำคัญคือให้รู้ว่าเรามีความลำเอียงแบบนี้อยู่ มีหลักฐานยืนยันว่าประสบการณ์และการศึกษาที่ดีขึ้นสามารถต่อกรกับความลำเอียงนี้ได้ แต่มาตรการง่ายๆที่จะหลีกเลี่ยงคือ พิจารณาตัวเลือกของคุณมากกว่าหนึ่งมุม
8 อย่าคร่ำครวญกับสิ่งที่ผ่านไป
เรื่องนี้ฟังคุ้นๆไหม ในตู้เสื้อผ้ามีชุดที่คุณใส่ไม่ได้แต่ไม่ยอมทิ้งเพราะซื้อมาแพง แรงผลักดันเบื้องหลังการตัดสินใจแย่ๆนี้เรียกว่าความผิดพลาดแบบต้นทุนจม
ช่วงทศวรรษ 1980 นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยโอไฮโอชี้ให้เห็นว่าเราถูกวิธีคิดแบบนี้หลอกได้ง่าย โดยให้นักศึกษานึกว่าซื้อทัวร์ไปเล่นสกีวันหยุดในราคา 100 เหรียญ จากนั้นไปพบอีกทัวร์ราคา 50 เหรียญซึ่งถูกและที่พักดีกว่า แต่กว่าจะรู้ว่าทั้งสองทัวร์เดินทางวันเดียวกันก็เมื่อ จ่ายเงินแล้ว น่าแปลกที่นักศึกษาส่วนใหญ่เลือกรายการทัวร์ซึ่งดึงดูดใจน้อยกว่าแต่แพงกว่าเพราะลงทุนมากไปแล้ว
เหตุผลในการเลือกก็คือยิ่งเราลงทุนไปมากก็ยิ่งรู้สึก ยึดมั่นกับสิ่งนั้น การลงทุนไม่ต้องเป็นเงินก็ได้ ใครบ้างที่ไม่เคยต้องทนอ่านหนังสือที่น่าเบื่อให้จบ จงเตือนตัวเองเสมอว่าอดีตคืออดีต ถ้าเห็นว่าสิ่งที่ไม่น่าริเริ่มควรจบ ได้แล้ว เมื่อนั้นอาจไม่เหมาะที่จะทำต่อไป
9 จำกัดตัวเลือก
คุณอาจคิดว่าตัวเลือกยิ่งมากยิ่งดี แต่ลองดูกรณีนี้ คนพอใจกับการเลือกช็อกโกแลตจากที่มีให้เลือกห้าชนิดมากกว่าที่จะต้องเลือกจาก 30 ชนิด นักจิตวิทยาจากมหาวิทยาลัยโคลัมเบียซึ่งทำวิจัยเรื่องความขัดแย้งของการเลือกกล่าวว่าแม้เราจะคิดว่ามีตัวเลือกมากกว่าดีที่สุด แต่บ่อยครั้งที่น้อยดีกว่ามาก
ตัวเลือกมากทำให้คุณต้องใช้ทักษะในการประมวลข้อมูลมากขึ้น กระบวนการก็ชวนให้สับสน แถมกินเวลาและยังเพิ่มโอกาสทำพลาด คุณจึงอาจรู้สึกไม่ค่อยพอใจ เพราะกลัวว่าตัวเองจะพลาดโอกาสที่ดีกว่า
ลักษณะขัดแย้งของการเลือกอาจเป็นผลเสียกับคนหนึ่งรุนแรงกว่าอีกคนโดยเฉพาะ "พวกที่ต้องได้มากที่สุด" หรือคนที่พินิจพิเคราะห์ทุกตัวเลือกก่อนตัดสินใจ
ส่วนพวก "แค่นี้ก็ดีแล้ว" หรือมีแนวโน้มจะเลือกตัวเลือกแรกที่ตรงกับความต้องการของตนจะยุ่งยากน้อยที่สุด "ถ้าคุณตั้งใจไปหาสิ่งที่ "ดีพอแล้ว" แรงกดดันหลายอย่างจะหมดไปและภาระในการเลือกสักสิ่งท่ามกลางตัวเลือกที่มีไม่จำกัดก็จะกลายเป็นงานที่จัดการได้ง่ายขึ้น" แบร์รี ชวอร์ตซ์ นักจิตวิทยาจากมหาวิทยาลัยสวอร์ทมอร์ กล่าว
ดังนั้นแทนที่จะตามหากล้องในฝัน ให้ถามเพื่อนว่าชอบกล้องที่ใช้อยู่ไหม ถ้าใช่ กล้องนั้นอาจทำให้คุณพอใจด้วย ชวอร์ตซ์บอก จงพยายามจำกัดจำนวนตัวเลือกบ้าง
10 ให้คนอื่นเลือกให้
เรามักเชื่อว่าจะมีความสุขมากกว่าถ้าได้ตัดสินใจด้วยตัวเอง แต่ไม่ว่าผลลัพธ์จะออกมาอย่างไร บางครั้ง กระบวนการตัดสินใจก็อาจยังเหลือความรู้สึกไม่พึงพอใจไว้ ถ้าเช่นนั้น อาจดีกว่าถ้าลดการควบคุม
เมื่อปีที่แล้ว ไซโมนา บอตติแห่งมหาวิทยาลัยคอร์แนล และแอนน์ แม็กกิลล์จากมหาวิทยาลัยชิคาโก ตีพิมพ์ผลการทดลองชุดหนึ่งซึ่งค้นคว้าแนวคิดนี้ โดยให้ผู้เข้าทดสอบเลือกจากของจำนวนหลายชิ้นและไม่มีข้อมูลใดๆชี้นำ เมื่อถูกขอให้ระบุระดับความพึงพอใจกับผลที่ได้ และถามว่ารู้สึกอย่างไรกับการตัดสินใจนั้น ทุกคนพอใจน้อยกว่า คนที่ได้รับคำแนะนำในการเลือก
นักวิจัยระบุว่าเหตุผลคือผู้เลือกไม่อาจยกความดีความชอบให้ตัวเองได้แม้จะลงเอยด้วยตัวเลือกที่ดี แต่เขายังคงรู้สึกหนักใจด้วยความคิดที่ว่าตนอาจเลือกได้ไม่ดีที่สุด แม้ผู้เลือกจะมีข้อมูลอยู่เล็กน้อย ถึงจะไม่มากขนาดต้องรับผิดชอบต่อผลลัพธ์ที่ได้ แต่ก็จะสบายใจกว่าถ้ามีคนอื่นเลือกให้
บอตติและแม็กกิลล์เชื่อว่าการค้นพบเหล่านี้มีนัยบ่งชี้ที่กว้างขวางสำหรับการตัดสินใจใดๆก็ตามที่อาจเล็กน้อยหรือไม่ชอบใจ ยกตัวอย่างเช่น ลองปล่อยให้คนอื่นเลือกไวน์ระหว่างมื้อค่ำบ้าง "คนเรายึดติดกับการเลือก และเชื่อว่าการเลือกจะนำความสุขมาให้ แต่บางครั้งก็ไม่ใช่" แม็กกิลล์กล่าว
ที่มา : Reader's Digest Thailand
9 เทคนิคฝึกสมองไบรท์ Brain Gym
9 เทคนิค ฝึกสมองไบรท์
โดย วนิษา เรซ ผู้เชี่ยวชาญด้านอัจฉริยภาพจาก ม.ฮาร์วาร์ด
ผู้หญิงสมัยนี้ อยากสวย ฉลาด และสุขภาพดี ทุกคนจึงพากันดูแลรูปร่าง ด้วยการออกกำลังกาย เคร่งครัดเรื่องอาหารการกิน แต่ไม่เคยมีใครสนใจว่าจะดูแลสมองอย่างไรให้มีสุขภาพดี ทั้งที่สมองเป็นอวัยวะที่ตัดสินใจทุกเรื่องของชีวิต เราจึงควรเอกเซอร์ไซส์สมองให้ไบรท์ด้วยเทคนิคง่ายๆ ต่อไปนี้
1. จิบน้ำบ่อย ๆ (Drink water very often) สมองประกอบด้วยน้ำ 85 % เชลล์สมองก็เหมือนต้นไม้ที่ต้องการน้ำหล่อเลี้ยง ถ้าไม่มีน้ำ ต้นไม้ก็เหี่ยว ถ้าไม่อยากให้เชลล์สมองเหี่ยว ซึ่งส่งผลให้การส่งข้อมูลช้า กลายเป็นคนคิดช้าหรือคิดไม่ค่อยออก แต่ละวันจึงควรดื่มน้ำบ่อยๆ
2. กินไขมันดี (Enjoy good Omega 3) คนไม่ค่อยรู้ว่าสมองคือก้อนไขมัน ซึ่งจำเป็นต้องมีไขมันดีไปทดแทนส่วนที่สึกหรอ แนะนำให้กินไขมันดีระหว่างวัน จำพวกน้ำมันปลา สารสกัดใบแปะก๊วย ปลาที่มีไขมันดีอย่างปลาแซลมอน นมถั่วเหลือง วิตามินรวม น้ำมันพริมโรสเป็นน้ำมันดี ที่ทำให้เชลล์ชุ่มน้ำ ส่วนวิตามินซีกินแล้วสดชื่น
3. นั่งสมาธิวันละ 12 นาที (Meditation 12 min a day) หลังจากตื่นนอนแล้ว ให้ตั้งสติและนั่งสมาธิทุกเช้า วันละ 12 นาที เพื่อให้สมองเข้าสู่ช่วงที่มีคลื่น Theta ซึ่งเป็นคลื่นที่ผ่อนคลายสุดๆ ทำให้สมองมี Mental Imagery สามารถจินตนาการเห็นภาพและมีความคิดสร้างสรรค์ (ถ้าทำไม่ได้ตอนเช้า) ให้หัดทำก่อนนอนทุกวัน
4. ใส่ความตั้งใจ (Program the brain: have specific intention) การตั้งใจในสิ่งใดก็ตาม เหมือนการโปรแกรมสมองว่านี่คือสิ่งที่ต้องเกิด ระหว่างวันสมองจะปรับพฤติกรรมเราให้ไปสู่เป้าหมายนั้น ทำให้ประสบความสำเร็จในสิ่งต่างๆ เพราะสมองไม่แยกระหว่างสิ่งที่ทำจริงกับสิ่งที่คิดขึ้น ทั้งสองอย่างจึงเป็นเสมือนสิ่งเดียวกัน
5. หัวเราะและยิ้มบ่อยๆ (Laugh and Smile) ทุกครั้งที่ยิ้มหรือหัวเราะ จะมีสารเอ็นโดรฟิน ซึ่งเป็นสารแห่งความสุขหลั่งออกมาเท่ากับเป็นการกระตุ้นให้มีความอยากรักและหวังดีต่อคนอื่นไปเรื่อยๆ
6. เรียนรู้สิ่งใหม่ทุกวัน (Learn new thing everyday) สิ่งใหม่ในที่นี้หมายถึง สิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน เช่น กินอาหารร้านใหม่ๆ รู้จักเพื่อนใหม่ อ่านหนังสือเล่มใหม่ คุยกับเพื่อนร่วมงานและเรียนรู้วิธีการทำงานของเขา เป็นต้น เพราะการเรียนรู้สิ่งใหม่ทำให้สมองหลั่งสารเอ็นโดรฟิน และโดปามีน ซึ่งเป็นสารแห่งการเรียนรู้ กระตุ้นให้อยากเรียนรู้และสร้างสรรค์ ไปเรื่อยๆ เมื่อมีความสุขก็ทำให้มีความคิดสร้างสรรค์
7. ให้อภัยตัวเองทุกวัน (Forgive yourself, reduce brain stress) ขณะที่การไม่ให้อภัยตัวเอง โกรธคนอื่น โกรธตัวเอง ทำให้เปลืองพลังงานสมอง การให้อภัยตัวเอง เป็นการลดภาระของสมอง
8. เขียนบันทึก Graceful Journal (Write graceful journal, good things in life every day) ฝึกเขียนขอบคุณสิ่งดีๆ ที่เกิดขึ้นแต่ละวันลงในสมุดบันทึก เช่น ขอบคุณที่มีครอบครัวที่ดี ขอบคุณที่มีสุขภาพที่ดี ขอบคุณที่มีอาชีพที่ทำให้มีความสุข เป็นต้น เพราะการเขียนเรื่องดีๆ ให้สมองคิดเชิงบวก พร้อมกับหลั่งสารเคมีที่ดีออกมา ช่วยให้หลับฝันดี ตื่นมาทำสมาธิได้ง่าย มีความคิดสร้างสรรค์
9. ฝึกหายใจลึกๆ (Deep breath) สมองใช้ออกชิเจน 20 - 25 % ของออกชิเจนที่เข้าสู่ร่างกาย การฝึกหายใจเข้าลึกๆ จึงเป็นการส่งพลังงานที่ดีไปยังสมอง ควรนั่งหลังตรงเพื่อให้ออกชิเจนเข้าสู่ร่างกายได้มากขึ้น ถ้านั่งทำงานนานๆ อาจหาเวลายืนหรือเดินยึดเส้นยืดสายเพื่อให้ปอดขยายใหญ่ สามารถหายใจเอาออกชิเจนเข้าปอดได้เพิ่มขึ้นอีก 20% การมีสมองที่ดีก็เหมือนทักษะทุกอย่างในโลกที่เรียนรู้ได้ แต่จะเก่งหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับการฝึกฝน ถ้าเราดูแลและฝึกฝนสมองให้ดี คุณภาพชีวิตก็จะดีตาม
ที่มา : สนุก! พีเดีย
ขอบคุณภาพประกอบจาก google
โดย วนิษา เรซ ผู้เชี่ยวชาญด้านอัจฉริยภาพจาก ม.ฮาร์วาร์ด
ผู้หญิงสมัยนี้ อยากสวย ฉลาด และสุขภาพดี ทุกคนจึงพากันดูแลรูปร่าง ด้วยการออกกำลังกาย เคร่งครัดเรื่องอาหารการกิน แต่ไม่เคยมีใครสนใจว่าจะดูแลสมองอย่างไรให้มีสุขภาพดี ทั้งที่สมองเป็นอวัยวะที่ตัดสินใจทุกเรื่องของชีวิต เราจึงควรเอกเซอร์ไซส์สมองให้ไบรท์ด้วยเทคนิคง่ายๆ ต่อไปนี้
1. จิบน้ำบ่อย ๆ (Drink water very often) สมองประกอบด้วยน้ำ 85 % เชลล์สมองก็เหมือนต้นไม้ที่ต้องการน้ำหล่อเลี้ยง ถ้าไม่มีน้ำ ต้นไม้ก็เหี่ยว ถ้าไม่อยากให้เชลล์สมองเหี่ยว ซึ่งส่งผลให้การส่งข้อมูลช้า กลายเป็นคนคิดช้าหรือคิดไม่ค่อยออก แต่ละวันจึงควรดื่มน้ำบ่อยๆ
2. กินไขมันดี (Enjoy good Omega 3) คนไม่ค่อยรู้ว่าสมองคือก้อนไขมัน ซึ่งจำเป็นต้องมีไขมันดีไปทดแทนส่วนที่สึกหรอ แนะนำให้กินไขมันดีระหว่างวัน จำพวกน้ำมันปลา สารสกัดใบแปะก๊วย ปลาที่มีไขมันดีอย่างปลาแซลมอน นมถั่วเหลือง วิตามินรวม น้ำมันพริมโรสเป็นน้ำมันดี ที่ทำให้เชลล์ชุ่มน้ำ ส่วนวิตามินซีกินแล้วสดชื่น
3. นั่งสมาธิวันละ 12 นาที (Meditation 12 min a day) หลังจากตื่นนอนแล้ว ให้ตั้งสติและนั่งสมาธิทุกเช้า วันละ 12 นาที เพื่อให้สมองเข้าสู่ช่วงที่มีคลื่น Theta ซึ่งเป็นคลื่นที่ผ่อนคลายสุดๆ ทำให้สมองมี Mental Imagery สามารถจินตนาการเห็นภาพและมีความคิดสร้างสรรค์ (ถ้าทำไม่ได้ตอนเช้า) ให้หัดทำก่อนนอนทุกวัน
4. ใส่ความตั้งใจ (Program the brain: have specific intention) การตั้งใจในสิ่งใดก็ตาม เหมือนการโปรแกรมสมองว่านี่คือสิ่งที่ต้องเกิด ระหว่างวันสมองจะปรับพฤติกรรมเราให้ไปสู่เป้าหมายนั้น ทำให้ประสบความสำเร็จในสิ่งต่างๆ เพราะสมองไม่แยกระหว่างสิ่งที่ทำจริงกับสิ่งที่คิดขึ้น ทั้งสองอย่างจึงเป็นเสมือนสิ่งเดียวกัน
5. หัวเราะและยิ้มบ่อยๆ (Laugh and Smile) ทุกครั้งที่ยิ้มหรือหัวเราะ จะมีสารเอ็นโดรฟิน ซึ่งเป็นสารแห่งความสุขหลั่งออกมาเท่ากับเป็นการกระตุ้นให้มีความอยากรักและหวังดีต่อคนอื่นไปเรื่อยๆ
6. เรียนรู้สิ่งใหม่ทุกวัน (Learn new thing everyday) สิ่งใหม่ในที่นี้หมายถึง สิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน เช่น กินอาหารร้านใหม่ๆ รู้จักเพื่อนใหม่ อ่านหนังสือเล่มใหม่ คุยกับเพื่อนร่วมงานและเรียนรู้วิธีการทำงานของเขา เป็นต้น เพราะการเรียนรู้สิ่งใหม่ทำให้สมองหลั่งสารเอ็นโดรฟิน และโดปามีน ซึ่งเป็นสารแห่งการเรียนรู้ กระตุ้นให้อยากเรียนรู้และสร้างสรรค์ ไปเรื่อยๆ เมื่อมีความสุขก็ทำให้มีความคิดสร้างสรรค์
7. ให้อภัยตัวเองทุกวัน (Forgive yourself, reduce brain stress) ขณะที่การไม่ให้อภัยตัวเอง โกรธคนอื่น โกรธตัวเอง ทำให้เปลืองพลังงานสมอง การให้อภัยตัวเอง เป็นการลดภาระของสมอง
8. เขียนบันทึก Graceful Journal (Write graceful journal, good things in life every day) ฝึกเขียนขอบคุณสิ่งดีๆ ที่เกิดขึ้นแต่ละวันลงในสมุดบันทึก เช่น ขอบคุณที่มีครอบครัวที่ดี ขอบคุณที่มีสุขภาพที่ดี ขอบคุณที่มีอาชีพที่ทำให้มีความสุข เป็นต้น เพราะการเขียนเรื่องดีๆ ให้สมองคิดเชิงบวก พร้อมกับหลั่งสารเคมีที่ดีออกมา ช่วยให้หลับฝันดี ตื่นมาทำสมาธิได้ง่าย มีความคิดสร้างสรรค์
9. ฝึกหายใจลึกๆ (Deep breath) สมองใช้ออกชิเจน 20 - 25 % ของออกชิเจนที่เข้าสู่ร่างกาย การฝึกหายใจเข้าลึกๆ จึงเป็นการส่งพลังงานที่ดีไปยังสมอง ควรนั่งหลังตรงเพื่อให้ออกชิเจนเข้าสู่ร่างกายได้มากขึ้น ถ้านั่งทำงานนานๆ อาจหาเวลายืนหรือเดินยึดเส้นยืดสายเพื่อให้ปอดขยายใหญ่ สามารถหายใจเอาออกชิเจนเข้าปอดได้เพิ่มขึ้นอีก 20% การมีสมองที่ดีก็เหมือนทักษะทุกอย่างในโลกที่เรียนรู้ได้ แต่จะเก่งหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับการฝึกฝน ถ้าเราดูแลและฝึกฝนสมองให้ดี คุณภาพชีวิตก็จะดีตาม
ที่มา : สนุก! พีเดีย
ขอบคุณภาพประกอบจาก google
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)












