แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สุขภาพดี แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สุขภาพดี แสดงบทความทั้งหมด

วันจันทร์ที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2556

การบริหารจิต Mental Management

ขอบคุณภาพประกอบจาก google

การบริหารจิต
Mental Management

พระพุทธศาสนาเน้นเรื่องการฝึกจิตเป็นสำคัญ เพราะมนุษย์มีจิตเป็นตัวนำการ กระทำทุกอย่าง จะต้องมีการพิจารณา คิดนึกตรึกตรองเสียก่อน การฝึกจิตหรือการบริหารจิต จึงเป็นการกระทำเพื่อให้จิตมีสภาพตั้งมั่น มีสติระลึกได้ มีสัมปชัญญะรู้สึกตัวทั่วพร้อมตลอดเวลา

การบริหารจิต หมายถึง การฝึกฝนอบรมจิตให้เจริญและประณีตยิ่งขึ้น มีความปลอดโปร่ง มีความหนักแน่นมั่นคง โดยเริ่มจากการฝึกฝนจิตให้เกิดสติและฝึกสมาธิให้เกิดขึ้นในจิต

ในการที่จะให้จิตมีสติได้นั้น ผู้ฝึกต้องมีวิธีการดังนี้คือ การตั้งใจให้มีสติปสัมปชัญญะอยู่เสมอ การคบกับคนผู้มีสติปัญญามั่นคง การไม่คบคนที่มีจิตใจฟุ้งซ่านปั่นป่วนและการมีใจน้อมไปในการมีสติคืออยากจะมีสติมั่นคง กล่าวคือ

1. การตั้งใจให้มีสติสัมปชัญญะอยู่เสมอ คือ ผู้ฝึกจะต้องตั้งใจกำหนดรู้สึกตัวอยู่ทุกขณะไม่ว่าจะทำอะไรก็ต้องใคร่ครวญทำช้าๆ อย่ารวดเร็วเกินไป เช่น ในขณะเดิน ยืน นั่ง นอน จะต้องพยายามให้ตัวสติระลึกอยู่ตลอดเวลาทุกๆ อิริยาบถ และมีสติสัมปชัญญะรู้ตัวอยู่เสมอ เมื่อตั้งใจปฏิบัติตามวิธีดังกล่าวก็จะทำให้ผู้นั้นมีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์

2. การคบกับคนผู้มีสติปัญญามั่นคง คือ พยายามเข้าสมาคมกับคนผู้มีสติปัญญามั่นคงด้วยการทำ การพุด และการแสดงออกอื่นๆ ยกตัวอย่าง เช่น การเข้าไปพบปะสนทนากับพระสงฆ์ผู้ฝึกสมาธิมาดีแล้ว โดยพิจารณาจากการพูดและการกระทำ ท่านจะอยู่ในลักษณะสำรวมระมัดระวังอยู่ตลอดเวลา ซึ่งทำให้เราผู้เข้าร่วมสมาคมด้วยเกิดการตั้งสติและมีสติสัมปชัญญะรู้ตัวสำรวมระมัดระวังตัวเช่นเดียวกับท่าน

3. การไม่คบคนที่มีจิตใจฟุ้งซ่านปั่นป่วย คือ คนใดที่มีสติฟั่นเฟือน หลงๆ ลืมๆ ซึ่งมีการกระทำการพูดผิดๆ ถูกๆ อยู่ตลอดนั้น เราไม่ควรจะไปคบด้วย เพราะการสมาคมกับคนประเภทนี้บ่อยๆ เข้าบางทีจะทำให้เราติดโรคสติฟั่นเฟือนได้ เว้นได้แต่เข้าไปคบด้วยความสงสาร เพื่อจะแนะนำเขาในบางครั้งบางคราวเท่านั้น

4. การมีใจน้อมไปในการมีสติ คือ อยากเป็นคนมีสติมั่นคง โดยตัวเราเองต้องพยายามขวนขวายปลุกใจให้เห็นคุณค่าในการมีสติสัมปชัญญะแล้วปฏิบัติธรรมเพื่อนำจิตของตนให้เป็นสมาธิ เมื่อจิตเป็นสมาธิในขั้นต้น แม้เพียงขณิกสมาธิอันเป็นสมาธิชั่วขณะที่เกิดขึ้นกับคนทั่วๆ ไปในการปฏิบัติงานในชีวิตประจำวัน เท่านี้ก็จะทำให้เราเป็นผู้มีสติสัมปชัญญะดีขึ้นอย่างแน่นอน

นอกจากนี้แล้วพระพุทธเจ้ายังได้ทรงแสดงวิธีการฝึกสติให้สมบูรณ์ไว้ในสติปัฏฐาน ๔ อย่าง

กล่าวคือ การดำรงสติไว้ที่ฐานมี 4 อย่าง ได้แก่ กาย เวทนา จิต ธรรม และกำหนดพิจารณาฐานทั้ง ๔ เหล่านั้น เช่น กายานุปัสสนา ตั้งสติกำหนดพิจารณากายเป็นอารมณ์ เวทนานุปัสสนา ตั้งสติกำหนดพิจารณาเวทนาเป็นอารมณ์ จิตตานุปัสสนา ตั้งสติกำหนดพิจารณาจิตเป็นอารมณ์ และธัมมานุปัสสนา ตั้งสติกำหนดพิจารณาธรรมเป็นอารมณ์

สมถวิปัสสนาจำแนกออกเป็น 2 วิธีคือ

1. สมถกัมมัฏฐาน คือ อุบายสงบใจหรือวิธีฝึกอบรมจิตให้เป็นสมาธิ เพื่อเป็นการระงับนิวรณ์อันเป็นสิ่งปิดกั้นจิตไว้ไม้ให้บรรลุความดี

2. วิปัสสนากัมมัฏฐาน คือ อุบายเรืองปัญญาหรือวิธีฝึกอบรมปัญญาให้เกิดความรู้ตามที่เป็นจริงโดยการพิจารณาให้เห็นถึงนามรูป ซึ่งจะสามารถทำลายอวิชชาลงได้สมถะและวิปัสสนาต่างก็เป็นปัจจัยซึ่งกันและกันกล่าวคือ เมื่อปฏิบัติสามธิจนสงบจิตใจไม่ฟุ้งซ่าน ซึ่งจะเป็นพื้นฐานให้อบรมปัญญาได้ เมื่อเกิดปัญญารู้แจ้งก็จะกำจัดอวิชชาลงได้ ซึ่งจะส่งผลมายังจิตให้สงบ เยือกเย็นมากยิ่งขึ้น

ประโยชน์ของสมถวิปัสสนา

ผู้เจริญสมถกัมมัฏฐาน ย่อมเกิดสมาธิ ส่วนผู้ที่เจริญวิปัสสนากัมมัฏฐานย่อมเกิดปัญญา ประโยชน์ของสมถวิปัสสนา

แยกได้ 2 ประการคือ

1. ประโยชน์ของสมาธิ ผู้ที่มีสมาธิมั่นคงย่อมมีจิตใจที่พร้อมจะกระทำสิ่งต่าง ๆ ให้สำเร็จได้โดยง่าย เช่นทางด้านการศึกษาเล่าเรียน เมื่อมีสมาธิที่ตั้งมั่นการศึกษาย่อมจะได้ผลดีขึ้น นอกจากนี้ยังมีประโยชน์ในการทำงานการควบคุมกิเลส และที่สำคัญคือ เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพกายและสุขภาพจิต ทั้งนี้เพราะเมื่อสุขภาพดีแข็งแรงสมบูรณ์ ก็จะส่งผลให้สุขภาพจิตมีคุณภาพดียิ่งขึ้น เช่นเดียวกัน

2. ประโยชน์ของปัญญา จิตที่สงบดีแล้วย่อมเห็นสิ่งทั้งหลายตามความเป็นจริง

คือ การเกิดปัญญาซึ่งประโยชน์ของปัญญานั้นมีหลายลักษณะด้วยกัน เช่น ก่อให้เกิดความเจริญแก่โลก โดยการสร้างวิทยาการสมัยใหม่ขึ้นมานอกจากนี้ยังก่อให้เกิดความเจริญรุ่งเรือง และความสำเร็จในชีวิตคือสามารถที่จะวิเคราะห์วางแผนเพื่อปฏิบัติให้สำเร็จตามเป้าหมายของชีวิต และ ประการสุดท้าย ปัญญาทำให้เกิดความสุขในชีวิต คือสามารถที่จะรู้ถึงเหตุการณ์ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น เมื่อเกิดปัญหาผู้ที่มีปัญญาก็สามรถที่จะแก้ไขให้สำเร็จไปได้ด้วยดี

ที่มา : บทเรียนคอมพิวเตอร์ วิชาพระพุทธศาสนา หน่วยที่ 7 การบริหารจิตและเจริญปัญญา
http://www.br.ac.th/elearning/social/jitraporn/Buddhism%20%20M6/Unit7_1.html

วันอาทิตย์ที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2556

ทำงานหนักแบบมีความสุข Work hard and be happy


ทำงานหนักแบบมีความสุข
Work hard and be happy.

หากเราต้องมุ่งมั่นในการทำงาน ซึ่งอาจเรียกได้ว่า "ทำงานหนัก" แน่นอนว่าย่อมเกิดความตึงเครียดจากเรื่องต่างๆ เราจะป้องกันตัวเองอย่างไรให้ห่างไกลจากโรคร้ายที่คุกคามคนทำงาน คำตอบคือ เราต้องเรียนรู้วิธีทำงานหนักอย่างมีความสุข

เริ่มต้นด้วยการเลือกงานที่มีคุณค่าและรักที่จะทำการทำงานที่มีคุณค่าจะก่อให้เกิด ความสุขจากการเป็นผู้ให้ เกิดความภาคภูมิใจที่ได้ทำในสิ่งที่ดี มีคุณประโยชน์ต่อส่วนรวมหากเลือกได้ให้เลือกงานที่เราชอบด้วย หรือตัดสินใจ "รักในงานที่ทำ" แม้ไม่ได้ทำงานที่รัก แต่เราสามารถทำงานอย่างมีความสุขได้ ขึ้นอยู่กับมุมมองที่มีต่องานที่ทำ

มองปัญหาในแง่บวก หลายครั้งปัญหาก่อให้เกิดความเครียด เพราะเรามองว่ามันคือปัญหา และจมอยู่กับปัญหา แทนที่จะท้าทายตนเองโดยบอกตัวเองว่า "ไม่มีปัญหาใดแก้ไม่ได้" พยายามหาเพื่อนร่วมงาน ที่ปรึกษา และข้อมูลความรู้มาช่วยแก้ปัญหา และทำให้ช่วงเวลาในการแก้ปัญหาเป็นช่วงเวลาที่จริงจัง แต่ผ่อนคลาย เช่น เปลี่ยนสถานที่ประชุม ใช้วิธีการคิดสร้างสรรค์ ให้ทุกคนช่วยคิดนอกกรอบ

จัดการเหตุแห่งความเครียด เราควรสำรวจว่าสิ่งใดที่ทำให้เกิดความตึงเครียดได้มากที่สุด เพื่อให้เราแก้ปัญหานั้นออกไปจากตัวให้เร็วที่สุด เช่น สภาพแวดล้อมที่จำเจ ผนังห้องที่ใช้สีทึบทำให้เกิดความรู้สึกไม่สดชื่น เสียงที่ดังรบกวน หรือแสงที่มีความสว่างน้อยหรือมากเกินไป การปรับเปลี่ยนบรรยากาศสภาพแวดล้อมให้ดีขึ้น จะช่วยลดความ เครียด ความเบื่อหน่าย และเพิ่มความสุขในการทำงานได้

รถติดก็อาจก่อให้เกิดความเครียดจากการเดินทาง เราควรหาทางออกอย่างที่ไม่ต้องเผชิญหน้ากับสิ่งนั้น หรือเผชิญกับมันอย่างมีความสุข เช่น มาทำงานให้เช้ามากๆ หรือทำงานที่บ้านแล้วค่อยมาสายๆ

ลดความเครียดด้วยการเพิ่มเอนโดรฟิน ด้วยการดูแลสุขภาพกายและสุขภาพใจให้แข็งแรงอยู่เสมอ อาทิ การออกกำลังกายสม่ำเสมอ ไม่ทำงานท่าเดียวเป็นเวลานาน พักเป็นระยะสั้นๆระหว่างทำงาน หัวเราะกับเพื่อน รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ พักผ่อนให้เหมาะสม และมีทัศนคติแง่บวกในการคิดเกี่ยวกับเรื่องต่างๆ

ที่มา : หนังสือพิมพ์โลกวันนี้วันสุข โดย ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์
ขอบคุณบทความจาก : สสส.
ขอบคุณภาพจาก google

สุขภาพดี...อยู่ที่ชีวิตสมดุล Work-Life Balance and Good Health


สุขภาพดี...อยู่ที่ชีวิตสมดุล
Work-Life Balance and Good Health

แนะต้องดูแลสุขภาพจิตและเสริมสร้างพลังสมองด้วย

          ผู้บริหารที่มีทั้งงานและปัญหาให้ต้องจัดการอยู่ตลอดเวลานั้น การจะประสบความสำเร็จได้นั้นจำเป็นต้องอาศัยประสิทธิภาพของสมองและความจำอันดีเยี่ยม

          การจะเป็นผู้บริหารที่ประสบความสำเร็จได้อาจนำมาซึ่งรางวัลของชีวิตนานาประการ แต่ในหลายๆ กรณีต้องแลกมาด้วยสุขภาพที่ทรุดโทรมลง เพราะความสำเร็จนั้นอาจหมายถึง การต้องผจญกับแรงกดดันอยู่ทุกๆ วัน ยิ่งไปกว่านั้นเทคโนโลยีที่ทันสมัยก็เอื้อให้คนสามารถทำงานได้ทุกเวลา แม้จะเป็นเวลาหลังเลิกงานหรือวันหยุด ดังนั้น สำหรับนักบริหารผู้ที่ทุ่มเทให้แก่งานอย่างเต็มที่ การไล่ตามความสำเร็จอาจต้องจ่ายด้วยราคาที่แสนแพงนั่นคือ "ความเสื่อมลงของสุขภาพและสุขภาพจิต"

          การดูแลสุขภาพจิตและเสริมสร้างพลังสมองก็ไม่ต่างไปจากการดูแลสุขภาพร่างกายโดยทั่วไป การทำงานของสมองจะสมบูรณ์หากได้รับการกระตุ้นอยู่เสมอ นอกจากนี้ภาวะโภชนาการที่ดี การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ และการผ่อนคลายความเครียดก็เป็นปัจจัยสำคัญ

          ควบคุมความเครียด

          ความเครียดเป็นหนึ่งในปัจจัยที่บั่นทอนสุขภาพของคนทำงาน โดยเฉพาะในปัจจุบันที่ส่งผลร้ายแรงขึ้นเรื่อยๆ เพราะความเครียดจะทำลายอวัยวะสำคัญอย่างช้าๆ จนกลายเป็นความเจ็บป่วยทั้งกายและจิตใจในที่สุด ที่สำคัญความเครียดยังส่งผลต่อการทำงานของสมอง ทำให้ความสามารถในการจดจำและเข้าใจสิ่งต่างๆ ลดลงรวมทั้งส่งผลให้อารมณ์แปรปรวนซึ่งรวมถึงอาการวิตกกังวลและซึมเศร้า

          ทุกวันนี้ เราใช้งานร่างกายอย่างเต็มที่จนแทบไม่ค่อยมีเวลาพักและดูแลตัวเอง จนกระทั่งเจ็บป่วยแล้วจึงจะเข้าทำการรักษา ซึ่งเสียเวลาและเสียเงินทองมหาศาล แล้วยังมีผลกระทบต้องคนรอบข้างอีกด้วย

          อย่างไรเสียก็เชื่อว่ากันไว้ย่อมดีกว่าแก้ และสุขภาพที่ดีก็เป็นรางวัลอันสุดพิเศษสำหรับตัวและครอบครัว

          ในฐานะผู้บริหารด้านการแพทย์ของโรงพยาบาลเอกชนที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในเอเชีย "เมื่อผู้ป่วยมารับการรักษา เขาย่อมต้องมีความคาดหวังสูง ซึ่งเราต้องดูแล และปรับปรุงบริการของการแพทย์ของเราให้ดีเพื่อตอบสนองต่อความคาดหวังของผู้มาใช้บริการให้ได้ ดังนั้นการจัดการกับปัญหาอย่างทันท่วงทีเป็นเรื่องสำคัญ เพราะไม่อย่างนั้นปัญหาอาจลุกลามกลายเป็นเรื่องที่ทำให้ทุกคนเครียดได้"

          ผู้บริหารควรต้องแก้ปัญหาอย่างรอบคอบและมีสติ "เรื่องไม่คาดคิดเกิดขึ้นได้เสมอและเกิดขึ้นกับทุกคน" "สิ่งสำคัญที่จะช่วยให้ผู้บริหารสามารถรับมือกับสถานการณ์ต่างๆ ได้ คือต้องพยายามเข้าใจปัญหา มองปัญหาอย่างรอบด้านใช้เหตุผลมากกว่าอารมณ์เพราะถ้าเครียดเกินไปอาจทำให้ทุกอย่างแย่ลงได้"

ที่มา: หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
ขอบคุณบทความจาก : สสส.
ขอบคุณภาพประกอบจาก google