แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ relax แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ relax แสดงบทความทั้งหมด

วันจันทร์ที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2556

สติสัมปชัญญะ Mindfulness and consciousness

ขอบคุณภาพประกอบจาก dhammachak.net

"สติสัมปชัญญะ"
"Mindfulness and consciousness"

คำว่า “สติ” หมายถึง ความระลึกได้ นึกได้อาการที่จิตฉุกคิดขึ้นได้ เช่น ฉุกคิดขึ้นได้ว่า ถึงเวลาสวดมนต์แล้วเป็นต้น ดังนั้น “สติ” จึงเป็นอาการจิตนึกขึ้นได้ ซึ่งตรงข้ามกับอาการเรียกว่า “เผลอ”หรือ“ลืม”

ในพระพุทธศาสนา ถือว่า “สติ” เป็นธรรมที่มีอุปการะมาก กล่าวคือ “สติ” ช่วยไม่ให้งานการเสียหายเพราะลืมทั้งนี้เพราะการงานบางอย่าง ถ้าลืมเสียย่อมจะเกิดความเสียหายร้ายแรงได้ เช่น หมอลืมให้ยาคนไข้คนไข้ก็อาจเสียชีวิตพระลืมลงสวดปาฏิโมกข์ก็ต้องอาบัติ เป็นต้น ดังนั้นสติจึงเป็นธรรมมีอุปการะมาก เพราะ

ช่วยไม่ให้เราเผลอ ไม่ให้หลงลืมในสิ่งที่ควรทำหรือต้องทำ ยิ่งกว่านั้นสติยังเป็นพื้นฐานสำคัญยิ่งในการเจริญภาวนาเพื่อมรรคผลนิพพานต่อไปอีกด้วย

คำว่า “สัมปชัญญะ” หมายถึง ความรู้สึกตัว หรืออาการรู้ตัวในขณะทำอยู่ เช่น รู้ว่าเรากำลังพูดอะไร กำลังคิดอะไรหรือ กำลังทำอะไร

พระพุทธศาสนาถึงว่า “สัมปชัญญะ” เป็นธรรมที่มีอุปการะมากอีกข้อหนึ่ง โดยทั่วไปจะใช้คู่กับ “สติ”

เรียกว่า“สติสัมปชัญญะ”โดยถือว่า “สติ” เกิดก่อนทำ พูด และคิด ส่วน“สัมปชัญญะ” เกิดในขณะกำลังทำ พูด และ คิด แต่ธรรมทั้งสองนี้จะเกิดควบคู่กันเสมอ

ใน คัมภีร์อรรถกถา ปาฏิกวรรค ได้แบ่งสัมปชัญญะออกเป็น ๔ ประการ คือ

๑. สาตถกสัมปชัญญะ ความรู้สึกตัวว่า สิ่งที่ตนกำลังทำนั้นมีประโยชน์หรือไม่
๒. สัปปายสัมปชัญญะ ความรู้สึกตัวว่า สิ่งที่ตนกำลังทำนั้นเป็นที่สบายหรือเหมาะสมกับตนหรือไม่
๓. โคจรสัมปชัญญะ ความรู้สึกตัวว่า สิ่งที่ตนกำลังทำนั้นเป็นกิจที่ควรทำหรือไม่
๔. อสัมโมหสัมปชัญญะ ความรู้สึกตัวว่า สิ่งที่ตนกำลังทำนั้นเป็นความหลงเข้าใจผิด หรืองมงายหรือไม่
ที่มา : ข้อปฏิบัติเบื้องต้นของพระภิกษุ : ๕. ประกอบด้วยสติสัมปชัญญะ
http://goo.gl/71O7wg

การบริหารจิต Mental Management

ขอบคุณภาพประกอบจาก google

การบริหารจิต
Mental Management

พระพุทธศาสนาเน้นเรื่องการฝึกจิตเป็นสำคัญ เพราะมนุษย์มีจิตเป็นตัวนำการ กระทำทุกอย่าง จะต้องมีการพิจารณา คิดนึกตรึกตรองเสียก่อน การฝึกจิตหรือการบริหารจิต จึงเป็นการกระทำเพื่อให้จิตมีสภาพตั้งมั่น มีสติระลึกได้ มีสัมปชัญญะรู้สึกตัวทั่วพร้อมตลอดเวลา

การบริหารจิต หมายถึง การฝึกฝนอบรมจิตให้เจริญและประณีตยิ่งขึ้น มีความปลอดโปร่ง มีความหนักแน่นมั่นคง โดยเริ่มจากการฝึกฝนจิตให้เกิดสติและฝึกสมาธิให้เกิดขึ้นในจิต

ในการที่จะให้จิตมีสติได้นั้น ผู้ฝึกต้องมีวิธีการดังนี้คือ การตั้งใจให้มีสติปสัมปชัญญะอยู่เสมอ การคบกับคนผู้มีสติปัญญามั่นคง การไม่คบคนที่มีจิตใจฟุ้งซ่านปั่นป่วนและการมีใจน้อมไปในการมีสติคืออยากจะมีสติมั่นคง กล่าวคือ

1. การตั้งใจให้มีสติสัมปชัญญะอยู่เสมอ คือ ผู้ฝึกจะต้องตั้งใจกำหนดรู้สึกตัวอยู่ทุกขณะไม่ว่าจะทำอะไรก็ต้องใคร่ครวญทำช้าๆ อย่ารวดเร็วเกินไป เช่น ในขณะเดิน ยืน นั่ง นอน จะต้องพยายามให้ตัวสติระลึกอยู่ตลอดเวลาทุกๆ อิริยาบถ และมีสติสัมปชัญญะรู้ตัวอยู่เสมอ เมื่อตั้งใจปฏิบัติตามวิธีดังกล่าวก็จะทำให้ผู้นั้นมีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์

2. การคบกับคนผู้มีสติปัญญามั่นคง คือ พยายามเข้าสมาคมกับคนผู้มีสติปัญญามั่นคงด้วยการทำ การพุด และการแสดงออกอื่นๆ ยกตัวอย่าง เช่น การเข้าไปพบปะสนทนากับพระสงฆ์ผู้ฝึกสมาธิมาดีแล้ว โดยพิจารณาจากการพูดและการกระทำ ท่านจะอยู่ในลักษณะสำรวมระมัดระวังอยู่ตลอดเวลา ซึ่งทำให้เราผู้เข้าร่วมสมาคมด้วยเกิดการตั้งสติและมีสติสัมปชัญญะรู้ตัวสำรวมระมัดระวังตัวเช่นเดียวกับท่าน

3. การไม่คบคนที่มีจิตใจฟุ้งซ่านปั่นป่วย คือ คนใดที่มีสติฟั่นเฟือน หลงๆ ลืมๆ ซึ่งมีการกระทำการพูดผิดๆ ถูกๆ อยู่ตลอดนั้น เราไม่ควรจะไปคบด้วย เพราะการสมาคมกับคนประเภทนี้บ่อยๆ เข้าบางทีจะทำให้เราติดโรคสติฟั่นเฟือนได้ เว้นได้แต่เข้าไปคบด้วยความสงสาร เพื่อจะแนะนำเขาในบางครั้งบางคราวเท่านั้น

4. การมีใจน้อมไปในการมีสติ คือ อยากเป็นคนมีสติมั่นคง โดยตัวเราเองต้องพยายามขวนขวายปลุกใจให้เห็นคุณค่าในการมีสติสัมปชัญญะแล้วปฏิบัติธรรมเพื่อนำจิตของตนให้เป็นสมาธิ เมื่อจิตเป็นสมาธิในขั้นต้น แม้เพียงขณิกสมาธิอันเป็นสมาธิชั่วขณะที่เกิดขึ้นกับคนทั่วๆ ไปในการปฏิบัติงานในชีวิตประจำวัน เท่านี้ก็จะทำให้เราเป็นผู้มีสติสัมปชัญญะดีขึ้นอย่างแน่นอน

นอกจากนี้แล้วพระพุทธเจ้ายังได้ทรงแสดงวิธีการฝึกสติให้สมบูรณ์ไว้ในสติปัฏฐาน ๔ อย่าง

กล่าวคือ การดำรงสติไว้ที่ฐานมี 4 อย่าง ได้แก่ กาย เวทนา จิต ธรรม และกำหนดพิจารณาฐานทั้ง ๔ เหล่านั้น เช่น กายานุปัสสนา ตั้งสติกำหนดพิจารณากายเป็นอารมณ์ เวทนานุปัสสนา ตั้งสติกำหนดพิจารณาเวทนาเป็นอารมณ์ จิตตานุปัสสนา ตั้งสติกำหนดพิจารณาจิตเป็นอารมณ์ และธัมมานุปัสสนา ตั้งสติกำหนดพิจารณาธรรมเป็นอารมณ์

สมถวิปัสสนาจำแนกออกเป็น 2 วิธีคือ

1. สมถกัมมัฏฐาน คือ อุบายสงบใจหรือวิธีฝึกอบรมจิตให้เป็นสมาธิ เพื่อเป็นการระงับนิวรณ์อันเป็นสิ่งปิดกั้นจิตไว้ไม้ให้บรรลุความดี

2. วิปัสสนากัมมัฏฐาน คือ อุบายเรืองปัญญาหรือวิธีฝึกอบรมปัญญาให้เกิดความรู้ตามที่เป็นจริงโดยการพิจารณาให้เห็นถึงนามรูป ซึ่งจะสามารถทำลายอวิชชาลงได้สมถะและวิปัสสนาต่างก็เป็นปัจจัยซึ่งกันและกันกล่าวคือ เมื่อปฏิบัติสามธิจนสงบจิตใจไม่ฟุ้งซ่าน ซึ่งจะเป็นพื้นฐานให้อบรมปัญญาได้ เมื่อเกิดปัญญารู้แจ้งก็จะกำจัดอวิชชาลงได้ ซึ่งจะส่งผลมายังจิตให้สงบ เยือกเย็นมากยิ่งขึ้น

ประโยชน์ของสมถวิปัสสนา

ผู้เจริญสมถกัมมัฏฐาน ย่อมเกิดสมาธิ ส่วนผู้ที่เจริญวิปัสสนากัมมัฏฐานย่อมเกิดปัญญา ประโยชน์ของสมถวิปัสสนา

แยกได้ 2 ประการคือ

1. ประโยชน์ของสมาธิ ผู้ที่มีสมาธิมั่นคงย่อมมีจิตใจที่พร้อมจะกระทำสิ่งต่าง ๆ ให้สำเร็จได้โดยง่าย เช่นทางด้านการศึกษาเล่าเรียน เมื่อมีสมาธิที่ตั้งมั่นการศึกษาย่อมจะได้ผลดีขึ้น นอกจากนี้ยังมีประโยชน์ในการทำงานการควบคุมกิเลส และที่สำคัญคือ เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพกายและสุขภาพจิต ทั้งนี้เพราะเมื่อสุขภาพดีแข็งแรงสมบูรณ์ ก็จะส่งผลให้สุขภาพจิตมีคุณภาพดียิ่งขึ้น เช่นเดียวกัน

2. ประโยชน์ของปัญญา จิตที่สงบดีแล้วย่อมเห็นสิ่งทั้งหลายตามความเป็นจริง

คือ การเกิดปัญญาซึ่งประโยชน์ของปัญญานั้นมีหลายลักษณะด้วยกัน เช่น ก่อให้เกิดความเจริญแก่โลก โดยการสร้างวิทยาการสมัยใหม่ขึ้นมานอกจากนี้ยังก่อให้เกิดความเจริญรุ่งเรือง และความสำเร็จในชีวิตคือสามารถที่จะวิเคราะห์วางแผนเพื่อปฏิบัติให้สำเร็จตามเป้าหมายของชีวิต และ ประการสุดท้าย ปัญญาทำให้เกิดความสุขในชีวิต คือสามารถที่จะรู้ถึงเหตุการณ์ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น เมื่อเกิดปัญหาผู้ที่มีปัญญาก็สามรถที่จะแก้ไขให้สำเร็จไปได้ด้วยดี

ที่มา : บทเรียนคอมพิวเตอร์ วิชาพระพุทธศาสนา หน่วยที่ 7 การบริหารจิตและเจริญปัญญา
http://www.br.ac.th/elearning/social/jitraporn/Buddhism%20%20M6/Unit7_1.html

วันจันทร์ที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2556

พนักงานต้องการอะไรในการสร้างแรงจูงใจในการทำงาน How to Motivate Employees to Take Pride in the Quality of Their Work

ขอบคุณภาพประกอบจาก happy-employees thinkingintegral.com

พนักงานต้องการอะไรในการสร้างแรงจูงใจในการทำงาน
How to Motivate Employees to Take Pride in the Quality of Their Work.
โดย ประคัลภ์ ปัณฑพลังกูร

พูดถึงเรื่องของการสร้างแรงจูงใจให้กับพนักงานเมื่อไหร่ ก็มักจะมีมุมมองหลายมุมมองจากกลุ่มผู้จัดการ และหัวหน้างาน ซึ่งมักจะเข้าใจวิธีการสร้างแรงจูงใจในการทำงานที่แตกต่างกันออกไป

บ้างก็คิดว่าเงินเดือนเป็นสิ่งสำคัญที่สุดที่จะสร้างแรงจูงใจให้กับพนักงานได้ บ้างก็คิดว่าสวัสดิการ บ้างก็คิดว่าเป็นเรื่องของความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างพนักงานกับหัวหน้า และเพื่อนร่วมงาน แล้วมันคืออะไรกันแน่ที่สามารถที่จะจูงใจพนักงานให้ทำงานให้ดีอยู่ตลอดเวลา

ลองมาดูสิ่งที่หัวหน้างานและผู้จัดการทั่วไปเข้าใจกันว่ามีอะไรบ้างที่จูงใจพนักงาน

- เงินเดือน
เป็นสิ่งแรกสุดที่หัวหน้างานและผู้จัดการมองว่าเป็นสิ่งจูงใจพนักงานก็คือ เงินเดือนนั่นเอง หัวหน้างานมักจะมองว่า เงินเดือนเป็นตัวทำให้พนักงานเกิดแรงจูงใจในการทำงาน ยิ่งเงินเดือนมากก็จะยิ่งมีแรงจูงใจมากขึ้น ก็เลยคิดเสมอว่า ถ้าลูกน้องไม่มีแรงจูงใจในการทำงาน นั่นก็คือ ลูกน้องได้เงินเดือนน้อยเกินไป วิธีการในการแก้ไขก็คือ ต้องเพิ่มเงินเดือนให้กับพนักงานให้มากขึ้น เพื่อให้เกิดแรงจูงใจในการทำงาน

- สวัสดิการ
ปัจจัยที่มักจะอยู่ในความคิดของหัวหน้าและผู้จัดการในการสร้างแรงจูงใจพนักงาน อีกข้อก็คือ เรื่องของสวัสดิการในการทำงาน บางคนมองว่า การที่พนักงานไม่อยากทำงาน และไม่มีแรงจูงใจในการทำงานนั้น มาจากการที่พนักงานได้รับสวัสดิการที่น้อยกว่าที่อื่น พอไปเปรียบเทียบกับที่อื่น ก็เลยรู้สึกว่าได้น้อยกว่า แรงจูงใจก็ไม่เกิดขึ้น

ปัจจัยสองประการข้างต้น มักจะอยู่ในความคิดของหัวหน้างานและผู้จัดการมือใหม่ ที่เพิ่งได้เลื่อนระดับขึ้นมา เพราะอาจจะยังไม่รู้ว่าจริงๆ แล้ว เรื่องของการสร้างแรงจูงใจที่ดีนั้น ยังมีมากกว่าเรื่องของเงินเดือนและสวัสดิการมากมายนัก

ส่วนหัวหน้าและผู้จัดการที่เริ่มมีประสบการณ์ในการดูแลลูกน้องมาสักพัก ก็จะเริ่มเข้าใจว่า เงินเดือน และสวัสดิการนั้นไม่ใช่ปัจจัยที่จะสร้างแรงจูงใจให้เกิดขึ้นเลย เป็นเพียงปัจจัยพื้นฐานในการทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ของพนักงานดีขึ้น มีความสะดวกสบายมากขึ้น แต่จะไม่สามารถสร้างพลังใจให้พนักงานเกิดความอยากที่จะทำงานให้ดีขึ้น อย่างต่อเนื่องได้แล้วอะไรเป็นสิ่งที่จะสร้างแรงจูงใจพนักงานได้ขนาดนั้น

จากผลการวิจัยเรื่องการสร้างแรงจูงใจ และผลการวิจัยเรื่องการสร้างความผูกพันของพนักงาน ซึ่งทั้งสองเรื่องนี้ ล้วนแต่เป็นการศึกษาเพื่อหาวิธีการและแนวทางในการสร้างแรงจูงใจ และสร้างความรู้สึกผูกพัน และอยากสร้างผลงานอย่างต่อเนื่องให้กับองค์กร ซึ่งผลจากการศึกษาก็มักจะมีปัจจัยเหล่านี้ประกอบด้วยเสมอ

- ความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนร่วมงาน และหัวหน้างาน
ปัจจัยนี้เป็นปัจจัยสำคัญ ที่จะทำให้พนักงานรู้สึกถึงความสบายใจในการทำงาน เพราะมาทำงานแล้วไม่ต้องมาทะเลาะกับคนอื่น มีแต่ความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน ทำงานแล้วก็เกิดความสบายใจ ไม่ใช่ทำงานก็เจอแต่ความขัดแย้ง แทงกันข้างหลังตลอดเวลา ไว้ใจใครก็ไม่ได้ ฯลฯ ถ้าเป็นลักษณะนี้ แม้ว่าจะมีเงินเดือนเยอะแค่ไหน พนักงานก็ไม่มีแรงจูงใจในการทำงานอย่างแน่นอน

- พลังใจจากหัวหน้า 
สิ่งที่พนักงานต้องการเวลาทำงานก็คือ การได้รับการยอมรับจากหัวหน้าของตนเองในผลงานที่ตนได้ทำไป ถ้าทำผลงานได้ดี ก็ต้องการคำชื่นชมอย่างเต็มใจ และอยากได้การยอมรับในฝีมือจากหัวหน้าของตนเอง

หรือถ้าผลงานออกมาไม่ดี ก็อยากให้หัวหน้าให้คำแนะนำ และสอนงานเพื่อจะได้ทำให้ผลงานดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง พนักงานที่ได้รับการยอมรับจากหัวหน้าของตนเอง มักจะเป็นพนักงานที่มีพลังและมีแรงจูงใจที่จะสร้างผลงานให้ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง

เพราะนี่คือสิ่งที่มนุษย์ทุกคนต้องการ เมื่อไหร่ที่คนเราได้รับการยอมรับนับถือจากคนที่เราคิดว่าสำคัญ ก็จะทำให้คนนั้นมีพลังในการทำงานมากขึ้น ซึ่งก็จะเป็นผลต่อแรงจูงใจในการทำงานอย่างต่อเนื่อง

พื้นฐานของคนเรานั้นต้องการที่จะได้รับความภาคภูมิใจในผลงานที่เขาทำขึ้นอยู่แล้ว ดังนั้นถ้าหัวหน้างานสามารถสร้างความภาคภูมิใจนี้ให้เกิดขึ้นในความรู้สึกของพนักงานได้ ก็จะทำให้พนักงานคนนั้นเกิดแรงจูงใจในการทำงานอย่างมากมาย และพร้อมที่จะทุ่มเทแรงกาย และแรงใจในการสร้างสรรค์ผลงานใหม่ๆ ที่ไม่เคยทำมาก่อนให้เกิดขึ้นได้

ที่มา : Prakal HR community

วันเสาร์ที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2556

ผ่อนคลายด้วยสมาธิบำบัด Relax with meditation therapy.


ผ่อนคลายด้วยสมาธิบำบัด
Relax with meditation therapy.

การนั่งสมาธิเป็นวิธีง่ายๆ ที่เรารู้กันดีว่าจะช่วยให้ผู้ปฎิบัติรู้สึกผ่อนคลาย และทำให้จิตใจที่ว้าวุ่นสงบลง แต่ในทางกลับกันหลายๆ คนก็คงคิดว่านี่เป็นวิธีที่น่าเบื่อ และคงจะไม่สงบแน่ๆ ถ้าจะต้องนั่งสงบนิ่งอยู่นานๆ และถ้าคุณคิดเหมือนอย่างหลังวันนี้มีข้อมูลเรื่องการฝึกสมาธิมาฝาก ซึ่งมีประโยชน์กับจิตของเรา

ซึ่งเรารู้กันดีอยู่แล้วว่าการนั่งสมาธิให้ประโยชน์ต่อจิตใจมากมาย มีผลการศึกษาหลายฉบับจากมหาวิทยาลัยอเมริกันในวอชิงตัน แสดงให้เห็นว่าการฝึกสมาธิช่วยลดความเครียด ทำให้ความดันโลหิตลดลงและเสริมระบบ ภูมิคุ้มกัน แต่ผลการศึกษาใหม่ของมหาวิทยาลัย แคลิฟอร์เนียในซานฟรานซิสโกพบว่า การฝึกสมาธิ ให้ประโยชน์โดยตรงต่อร่างกายด้วย เพราะสามารถ ช่วยย้อนกระบวนการแก่ชราได้ที่ระดับเซลล์

นักวิจัยได้ตรวจสอบโครโมโซมของผู้ที่ฝึกสมาธิ เป็นประจำและพบว่า เมื่อเทียบกับกลุ่มควบคุมแล้ว คนเหล่านี้จะมีเทโลเมียร์ (ส่วนปลายของโครโมโซม ซึ่งส่งผลต่อการแก่ชราของเซลล์) ที่ยาวกว่า และถ้ามีขนาดสั้น คุณจะเสี่ยงต่อโรคหัวใจและเบาหวานมากขึ้น

นี่คือประโยชน์ของการนั่งสมาธิ วิธีง่ายๆ แต่ได้ประโยชน์ ทั้งทางร่างกายและจิตใจ รู้อย่างนี้แล้ว น่าจะหาเวลาลองฝึกนั่งสมาธิกันดูบ้างเพียงสักครู่ในช่วงเริ่มต้นแล้วค่อยเพิ่มเวลาขึ้นเรื่อยๆ

ที่มา : MEN'S HEALTH THAILAND > สุขภาพ > สุขภาพน่ารู้ > LASIK HEALTH CORNER
ขอบคุณภาพประกอบจาก google

การสร้างความสุขกาย อารมณ์ สังคม จิตวิญญาณ Happiness be classified as physical, emotional and spiritual


การสร้างความสุขกาย อารมณ์ สังคม จิตวิญญาณ

บอกร่างกายตัวเองว่า
   
- ฉันจะไม่ทำอะไรเกินกำลังที่ร่างกายจะรับได้
- ฉันจะถนอมร่างกาย ให้แข็งแรงมีสุขภาพดี ไม่ทำร้าย ด้วยการเอาพิษภัยต่างๆ มาใส่ตัว 
- ฉันจะดูแลรักษาความเจ็บไข้ ที่เป็นอยู่ตามสมควร ไม่ปล่อยปละละเลย แม้จะเป็นเรื่องเล็กๆ น้อยๆ

 อารมณ์

- มีสติ รู้เท่าทันอารมณ์ที่เกิดขึ้น โดยไม่บิดเบือนหรือเก็บกด พยายามหาทางออก ให้เหมาะสมตามกาลเทศะ
- หาจุดดีๆ ในตัวเองให้พบ แม้ดูจะเป็นเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ชื่นชมกับสิ่งที่เป็น คุณค่าของตนเองนั้น 
- ถ้าเห็นว่าเหลือบ่ากว่าแรง ที่จะดูแลตัวเองได้ ก็ต้องขอความช่วยเหลือจากคนอื่น ไม่ว่าจะเป็นคนในครอบครัว เพื่อนฝูงที่ไว้วางใจ หรือผู้เชี่ยวชาญในเรื่องที่เกี่ยวข้อง

สังคม
 
- เปิดตัวเอง ให้มีกิจกรรมร่วมกับคนอื่น อย่าคิดว่าฉันอยู่ได้ด้วยตนเอง ไม่แคร์ใคร เพราะนั่นเป็นการคิดที่ผิด และจะนำไปสู่ปัญหาทางจิตได้
- รู้จักการให้และรับ รู้จักการแพ้ และชนะ ไม่เอาแต่ใจตัวเองเป็นหลัก 
- รู้จักชื่นชมกับความสำเร็จของคนอื่น 
- ให้ความเห็นอกเห็นใจกับคนที่มีทุกข์ 
- สามารถให้ความรักคนอื่น และได้รับความรักจากคนอื่น

จิตวิญญาณ
 
- มีจิตใจที่เป็นอิสระ ต้อนรับทุกสิ่งที่เข้ามาในชีวิต ด้วยความยินดี ไม่ว่าจะเป็นเรื่องดีหรือไม่ดี
แล้วตอบสนองอย่างมีสติ และรับผิดชอบในสิ่งที่ตนเองทำ 
- ยอมรับสิ่งที่ตนเองเป็น อย่าให้คนอื่นมาเติมเต็ม สิ่งที่ตนเองขาดอย่างไม่เหมาะสม ด้วยการการลดคุณค่าของตนเอง เช่นไปประจบสอพลอ หรือละเมิดสิทธิของผู้อื่น เพียงเพื่อให้ได้รับการยอมรับ หรือเพื่อเอาตัวรอด 
- มีความเต็มใจและจริงใจ ในการแบ่งปันหรือช่วยเหลือคนอื่น โดยไม่ต้องรอการร้องขอ หรือทำไปเพื่อต้องการผลตอบแทน
 
รศ. พญ. กนกรัตน์ สุขะตุงคะ
ภาควิชาจิตเวชศาสตร์

ที่มา : เส้นทางสุขภาพ
ขอบคุณภาพประกอบจาก google